⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2906-2907/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906-2907/2563

ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย จะเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้นั้น ผู้พิพากษาผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้พิจารณาคดีนั้นมาด้วย บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และ 124 มีเจตนาเพื่อเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อน

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ อ. ร. ส. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่ง ส. ได้ลงชื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ ส. เป็นเพียงผู้พิพากษาที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว ส. มิได้พิจารณาคดีนี้เลย จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ประกอบกับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นการคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์มาทั้งหมด มิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไปให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อีก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่ ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคดีนี้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.221 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2514 ม.70 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2514 ม.144 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.54 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.70 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.123 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.124 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.144 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.146 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.9

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสี่ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 54, 70, 144, 146 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 หลบหนีศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 54, 70 (1) วรรคหนึ่ง, 144 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง, (1)) 146 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่จ่ายค่าจ้างและฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด (ที่ถูก ตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง (1)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวม 26 กระทง เป็นเงิน 780,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 2 เดือน รวม 26 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 52 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนและให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 520,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 34 เดือน 20 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวม 25 กระทง เป็นเงิน 750,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 2 เดือน รวม 25 กระทง เป็นจำคุกคนละ 50 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 33 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยนาย ส. ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ระบุชื่อขอให้นาย อ. นางสาว ร. นาย ส. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งนาย ส. ได้ลงชื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่านายสุรชัยเป็นเพียงผู้พิพากษาที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว นาย ส. มิได้พิจารณาคดีนี้เลย จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ นอกจากนี้ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นการคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์มาทั้งหมดแบบคำต่อคำโดยเปลี่ยนถ้อยคำลงท้ายในฎีกาว่า ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ข้อความตามฎีกาดังกล่าวมิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ไปให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อ 2.1 ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา สรุปว่า ความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่สามารถเปรียบเทียบได้ โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 มาตรา 124 และระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาและการเปรียบเทียบผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ.2558 ข้อ 9 ข้อ 11 โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อทำการสอบสวนและทำการเปรียบเทียบ หากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วเห็นว่านายจ้างไม่ควรได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญา พนักงานตรวจแรงงานจะนำเรื่องเสนอเพื่อให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายทำการเปรียบเทียบ เมื่อนายจ้างชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบ การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124/1 เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โดยไม่ได้เสนอเรื่องตามขั้นตอนดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่ ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่งวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2558 รวม 5 เดือน ค่าชั่วโมงการบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557 และตั้งแต่งวดวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2557 อีก 8 เดือน รวมเป็นเงิน 243,341 บาท และไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่งวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2558 รวม 3 เดือน ค่าชั่วโมงบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557 ตั้งแต่งวดวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 และงวดวันที่ 20 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 อีก 9 เดือน รวมเป็นเงิน 209,339 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเมื่อนายจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่ขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เหมาะสมเพียงใด และมีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โทษจำคุกและโทษปรับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้นำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นก่อนพิพากษาคดีเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,375 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 17,100 บาท แม้ค่าเสียหายที่นำมาวางต่อศาลดังกล่าวมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ค้างจ่ายโจทก์ทั้งสอง แต่พอถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับคดีแรงงานมีความมุ่งหมายที่จะลงโทษนายจ้างในทางแพ่งมากกว่าโทษในทางอาญา จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำไปและไม่กระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ด้วย ส่วนกรณีตามปัญหาที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องเรื่องขอให้เพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบเนื่องจากจำเลยที่ 4 ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนพิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญา มิใช่คดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 ที่จำเลยที่ 4 จะร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน และจ่ายค่าชั่วโมงการบินทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินให้แก่โจทก์ทั้งสองให้ถูกต้องและตามกำหนดดังกล่าว จึงเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2514 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) มิใช่มาตรา 54, 146 ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง (1), 144 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 25 กระทง เป็นเงิน 150,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 100,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906 - 2907/2563 นาย พ. กับพวก โจทก์ บริษัท อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย พ. กับพวก · จำเลย - บริษัท อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิยุต สุภัทรพาหิรผล · อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ · สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายอรรถกร สมบัติชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3064-3065/2562

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 1968/2533ฎีกา 1588/2479ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 730/2486ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา