⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2949/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563

ป.อาญา ม.29, 30, 78 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับโอน จำหน่าย หรือจ่ายโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมีเจตนาปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง ถือเป็นความผิดฐานฟอกเงิน แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่ใช่ผู้กระทำความผิดมูลฐานโดยตรง และไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินคดีหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินได้

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอน ซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้กระทำความผิดหาจำต้องเป็นผู้ส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายจนทำให้มีการโอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือหาจำต้องเป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไม่ ทั้งกรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม.4 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม.8 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม.36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม.37 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.5 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.61

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4, 8, 36, 37 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268 ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ส่วนความผิดฐานอื่นนอกนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานตามฟ้อง ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 36, 37 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 8 (1) (3) ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264, 265, 267, 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 137 (เดิม), 264 (เดิม), 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (ที่ถูก มาตรา 267 (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ความผิดทุกฐานดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละคนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจอันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในบริษัทจำกัด เพื่อให้ตนเองประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 750,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 554,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 30) ให้จำเลยที่ 1 เลิกการประกอบธุรกิจและให้เลิกการเป็นผู้ถือหุ้นของคนไทยในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์มีนายสุนทรา นิติกรชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนายมเหสักข์ พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือฟินเซ็นต์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยต่างเป็นสมาชิกเครือข่ายสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทั่วโลกหรือเอ็กซ์ม่อนกรุ๊ป สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยได้รับข้อมูลจากฟินเซ็นต์ และได้รับหนังสือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยยืนยันการตรวจสอบข้อมูลของฟินเซ็นต์โดยสำนักงานสอบสวนและสืบสวนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเอฟบีไอว่า มีกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกันฉ้อโกงโดยส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปควบคุมสั่งการในระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัท ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเหล่านั้นขัดข้อง และมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกหลวงให้มีการกรอกหมายเลขโทรศัพท์ กับชื่อ และชื่อสกุลใหม่ เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของบริษัทต่าง ๆ โดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมายเข้าบัญชีของกลุ่มเครือข่ายคนร้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัญชีธนาคารในประเทศไทย มีบริษัทได้รับความเสียหายประมาณ 30 แห่ง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซียเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกาดังกล่าวยังยืนยันว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ข้อ 8 บริษัทยูไนเต็ดไตเติ้ล กรุ๊ป จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกันฉ้อโกงด้วยวิธีการข้างต้น ทำให้มีการโอนเงินอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมายจากบัญชีเงินฝากธนาคารรีเจี้ยนส์แบงค์ เลขที่บัญชี 670-9-21xxx-x ของผู้เสียหายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 478,771.29 ดอลลาร์สหรัฐ หักค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ 25 ดอลลาร์สหรัฐ คงเหลือ 478,746.29 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาหาดจอมเทียนสาย 2 พัทยา ประเทศไทย เลขที่บัญชี 970-0-12xxx-x ของจำเลยที่ 1 โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 35.03 บาท คิดเป็นเงิน 16,770,482.54 บาท หักค่าคอมมิชชั่น 500 บาท คงเหลือ 16,769,982.54 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวทั้งจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพประสิทธิ์ พัทยา (2165) เลขที่บัญชี 694-7-00xxx-x ของจำเลยที่ 2 แล้วในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ก็ถอนเงินออกจากบัญชี รวม 5 ครั้ง ถอนเงินวันรุ่งขึ้นอีก 1 ครั้ง และถอนเงินวันถัดจากวันรุ่งขึ้นอีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 16,000,000 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาและสอดคล้องกับข้อมูลเอกสารบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมามีการโอนเงินทั้งจำนวนที่รับโอนมาภายหลังหักค่าธรรมเนียมแล้วเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน อันเป็นหลักฐานในการยอมรับเงินที่โอนมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ทำให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายถูกฉ้อโกงและเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวนตามฟ้อง ข้อ 8 จากผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นของนายไบรอัน ซึ่งโอนเงินมาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต และนายไบรอันอยู่ประเทศไทยโดยเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตด้วยกัน กับนายไบรอันยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำนายไบรอันมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน และจากการตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่พบฐานข้อมูลของนายไบรอันในระบบฐานข้อมูลแต่อย่างใด แสดงว่า นายไบรอันไม่ได้เดินทางเข้าออกประเทศไทย ส่วนที่อ้างว่านายไบรอันเป็นเจ้าของบริษัทผู้เสียหายก็ขัดแย้งกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าบริษัทผู้เสียหายไม่มีอยู่จริง ทั้งบัญชีธนาคารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปิดไว้ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวทางบัญชีจนกระทั่งมีการโอนเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีคิดเป็นเงินไทยกว่า 16,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าเป็นการรับเงินค่านายหน้าโดยสุจริตดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระนอกราชอาณาจักรดังกล่าว หากได้กระทำลงในราชอาณาจักรไทยแล้วจะเป็นความผิดมูลฐานด้วย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และพิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกัน และตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมิได้ฎีกาโต้แย้งเช่นกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ความผิดทุกฐานดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่า การที่โจทก์อ้างว่ามีกลุ่มอาชญากรรมระหว่างประเทศส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์ เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้เสียหาย ทำให้ระบบขัดข้อง และมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกหลวงผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมาย นั้น โจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้กระทำการดังกล่าว หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ข้อ 7 และ ข้อ 8 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้กระทำความผิดหาจำต้องเป็นผู้ส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่ามัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายจนทำให้มีการโอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือหาจำต้องเป็นผู้หลอกหลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไม่ ทั้งกรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้ เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งว่ามีการฉ้อโกงผู้เสียหายด้วยวิธีการดังกล่าว เป็นเหตุให้มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติด้วยวิธีการผิดกฎหมาย ดังนี้ แม้ไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระนอกราชอาณาจักรดังกล่าว ซึ่งหากได้กระทำลงในราชอาณาจักรไทยแล้วจะเป็นความผิดมูลฐานในคดีนี้ด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง ข้อ 7 และข้อ 8 ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ก่อนลดโทษ มีกำหนด 10 ปี หนักเกินไป ศาลฎีกาสมควรลดโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน และเมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัท บ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัท บ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ลาชิต ไชยอนงค์ · ชลิต กฐินะสมิต · วิชาญ กาญจนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นางประวัณยา บุนนาค · ศาลอุทธรณ์ - นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.690/2563

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา