⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8494/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8494/2563

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ม.4, 21, 31 ฯลฯ · ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่จะถือว่าเป็น "ผู้ดำเนินการ" ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ต้องเป็นผู้ที่กระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง หรือผู้ซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าว หรือผู้รับจ้างช่วง

ย่อคำพิพากษา

มาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า "เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง แต่พยานโจทก์คงมี ภ. พยานโจทก์ที่เบิกความว่าพยานเป็นผู้ตรวจอาคารที่เกิดเหตุ พบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบ โดยพยานไม่ได้เบิกความว่าพบเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างด้วยตนเอง และมี ก. เจ้าของอาคารที่ติดอยู่กับบ้านเกิดเหตุเบิกความแต่เพียงว่าเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยในระหว่างการก่อสร้าง ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 มิได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.47 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.21 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.40 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.41 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.42 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.47 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.65 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.67 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.69

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31, 40, 41, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้ปรับเป็นรายวันฐานร่วมเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันจัดให้มีหรือร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 สิงหาคม 2559 และนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2555 ถึงวันฟ้องและนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น กับขอให้นับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2595/2559 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31 วรรคหนึ่ง, 40 (1) (2), 42, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคาร (ที่ถูกดัดแปลงอาคาร) โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เป็นเวลา 104 วัน เป็นเงิน 10,400 บาท รวมปรับคนละ 20,400 บาท ฐานร่วมกันจัดให้มีหรือร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 เป็นเวลา 1 วัน เป็นเงิน 100 บาท รวมปรับคนละ 10,100 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำ จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เป็นเวลา 82 วัน เป็นเงิน 8,200 บาท รวมเป็นเงินคนละ 18,200 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้ หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารที่ก่อสร้าง จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2559) เป็นเวลา 1,532 วัน รวมเป็นเงิน 153,200 บาท รวมปรับคนละ 163,200 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้าง จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2555 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2559) เป็นเวลา 1,417 วัน รวมเป็นเงิน 151,700 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมทุกกระทงแล้วจำคุกคนละ 10 เดือน และปรับคนละ 363,600 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน 18 วัน (ที่ถูกคือ 6 เดือน 20 วัน) และปรับคนละ 242,400 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อสร้างดัดแปลงรื้อถอนอาคารให้ผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 9,000 บาท ฐานร่วมกันดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 9,000 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน 30 วัน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) (2), 41, 42, 65 วรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำ ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณที่ก่อสร้าง ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้าง ไม่ปรับบทเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 และไม่ปรับจำเลยทั้งสองเป็นรายวัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 33768 เป็นอาคารพักอาศัย ขนาดพื้นที่ 366 ตารางเมตร ไม่มีโรงจอดรถ เสาอาคารด้านหน้าทิศตะวันตกมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 1.55 เมตร และผนังอาคารเป็นคอนกรีตทึบ แต่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเสาอาคารด้านหน้าทางทิศตะวันตกห่างจากแนวเขตที่ดินเพียง 0.30 เมตร กับมีการตั้งเสาคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวหลังคาโครงเหล็กเป็นโรงจอดรถกว้าง 5.40 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 3.50 เมตร 1 หลัง เจาะช่องประตูขนาด 0.70 เมตร สูง 1.80 เมตร 1 แห่ง และติดตั้งก้อนแก้วใส ขนาด 0.45 เมตร สูง 0.60 เมตร บริเวณผนังอาคารด้านทิศตะวันตก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร คำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารและคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข เป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ บัญญัติว่า "การแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือให้รื้อถอนอาคาร ให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว" มาตรา 47 ทวิ นี้ได้เพิ่มเติมขึ้นทั้งมาตราโดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 ซึ่งในตอนท้ายของพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ว่า เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการบังคับการตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และปรับปรุงบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและชัดเจนยิ่งขึ้น แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องมีการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ผู้ฝ่าฝืนทราบเสียก่อนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องได้รับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว เมื่อพ้นกำหนดสามวันที่มีการปิดประกาศดังกล่าว ผู้ฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงจะเป็นการกระทำที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ การแจ้งคำสั่งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 ทวิ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การกระทำของผู้ฝ่าฝืนครบองค์ประกอบความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในข้อนี้โจทก์นำนางสาวภาสินี เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดอนเมือง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่นายช่างโยธาชำนาญงานมาเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยละเอียด โดยพยานเบิกความว่าได้ส่งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทราบทางไปรษณีย์ตอบรับ ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เป็นไปรษณีย์ตอบรับการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอน เพราะมีตราประทับของที่ทำการไปรษณีย์ลงวันที่ 4 กันยายน 2555 ใกล้เคียงกับวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอน คือ 23 สิงหาคม 2555 เอกสารที่ส่งไปถูกส่งคืนผู้ฝากเนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด เฉพาะภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ที่จ่าหน้าซองว่า 15/12 นั้น ปรากฏว่าตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีไปถึงจำเลยที่ 1 ทุกฉบับ หนังสือสัญญาขายที่ดิน ภาพถ่ายประกอบคดี รวมทั้งในคำฟ้องโจทก์ต่างก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 อยู่บ้านที่เลขที่ 15/2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับคำสั่ง จึงเป็นได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไปยังจำเลยที่ 1 ผิดบ้าน เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยานว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นรวม 4 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามให้ใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร แต่โจทก์ไม่อ้างส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับการส่งคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งที่ห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก่จำเลยทั้งสอง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองเป็นพยาน เมื่อตรวจดูบัญชีพยานโจทก์ในสำนวน ปรากฏว่าโจทก์ก็มิได้ระบุอ้างเอกสารหนังสือการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเป็นพยาน และฎีกาของโจทก์ก็ยอมรับว่าโจทก์ไม่อ้างส่งเอกสารหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับสำหรับคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคารและคำสั่งห้ามใช้อาคารให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่นางสาวภาสินีพยานโจทก์เบิกความว่า ดำเนินการส่งเอกสารหนังสือคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นเพียงคำเบิกความที่ปราศจากพยานเอกสารที่สำคัญ คือไปรษณีย์ตอบรับมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของนางสาวภาสินีไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ส่งคำสั่งตามมาตรา 47 ทวิ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว การที่จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้คดีในประเด็นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับ เพราะคดีนี้มิใช่คดีแพ่ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าหากโจทก์มิได้นำสืบพยานในประเด็นสำคัญที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เป็นประเด็นที่ชัดเจนแล้ว โจทก์จะได้ประโยชน์โดยไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานตามภาระการพิสูจน์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดมา โจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 แต่เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ อย่างครบถ้วน การแจ้งคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข ปัญหาต่อไปจะได้วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ คดีได้ความจากนางสาวภาสินีพยานโจทก์ว่า เมื่อมีการตรวจสอบอาคารของจำเลยทั้งสองแล้วเจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขซึ่งเป็นการออกคำสั่งตามมาตรา 40 การที่จะให้คำสั่งดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 47 ทวิ แต่เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วน โดยไม่ได้ส่งหนังสือให้แก่จำเลยทั้งสองทางไปรษณีย์ตอบรับ ทำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคาร เพราะตามมาตรา 42 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจให้เจ้าของอาคาร รื้อถอนอาคารทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้แจ้งคำสั่งให้เจ้าของอาคารแก้ไขแล้ว แต่เจ้าของอาคารไม่ดำเนินการภายในกำหนด เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่ากระบวนการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยทั้งสองระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข ไม่ครบถ้วนมาตรา 47 ทวิ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่ง จำเลยทั้งสองไม่มีโอกาสดำเนินการแก้ไขได้ ดังนั้นการออกคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารนั้นจึงไม่อาจกระทำได้ แม้จะฟังว่าได้มีการแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนนี้เป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้จำเลยทั้งสอง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง และได้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นการดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 47 ทวิ แล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งให้รื้อถอนเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการรื้อถอนตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร คำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามมาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า "เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง แต่พยานโจทก์คงมีนางสาวภาสินีพยานโจทก์ที่เบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจอาคารที่เกิดเหตุพบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบโดยพยานไม่ได้เบิกความว่าพบเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างด้วยตนเอง และมีนายเกียรติพล เจ้าของอาคารที่อยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุ เบิกความแต่เพียงว่าเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยในระหว่างการก่อสร้าง ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ แก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 มิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่เป็นผู้ดำเนินการมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีเพียงวรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและความผิดตามมาตรา 21 นอกจากจะต้องวางโทษจำคุกและปรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ยังต้องระวางโทษปรับรายวันตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนด้วยตามมาตรา 65 วรรคสอง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ลงโทษปรับรายวันนั้น แม้เป็นการไม่ถูกต้องแต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาในข้อดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31 วรรคหนึ่ง, 65 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8494/2563 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภัทรศักดิ์ วรรณแสง · ชัยรัตน์ ศิลาลาย · อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายพรชัย หวังประเสริฐกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล พันธ์พัก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1040/2562

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13/2540ฎีกา 4825/2553ฎีกา 2238/2527ฎีกา 6247/2545ฎีกา 492/2539ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 824/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา