คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2564
ป.อาญา ม.78, 83, 90 ฯลฯ
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยต้องเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี จึงจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งในร้านที่เกิดเหตุที่ช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น ไม่ได้ดูแลกิจการของร้านที่เกิดเหตุทั้งหมดและไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการการค้าประเวณี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.11 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.52 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.3 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.4 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.26 🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 52 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 11 วรรคแรกและวรรคสาม พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) 52 วรรคสาม (เดิม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการ หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีซึ่งมีเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาไปซึ่งบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี กับฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี 1 เดือน 20 วัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับนางสาว พ. ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแจ่วฮ้อน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุ มีนาง ท. เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการ ในเดือนมิถุนายน 2555 ก่อนเกิดเหตุไม่นานนาง อ. ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. หลานสาว เนื่องจากเชื่อว่าถูกจำเลยซึ่งเป็นญาติและทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านที่เกิดเหตุล่อลวงไปค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุศูนย์ประชาบดีโทรศัพท์แจ้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. โดยให้นาง อ. ไปพบพันตำรวจโทมณฑล แล้วจึงวางแผนจับกุมจำเลย โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 3 ฉบับ และฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ไปลงประจำวันธุรการ จากนั้นพันตำรวจโทมณฑลและสิบตำรวจเอกอาคม พร้อมเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อีกหลายคนเดินทางไปยังร้านที่เกิดเหตุโดยมีนาง อ. เป็นผู้นำทาง เมื่อไปถึงร้านที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พันตำรวจโทมณฑลมอบหมายให้สิบตำรวจเอกอาคมและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน เข้าไปในร้านที่เกิดเหตุเพื่อตามหานางสาว ร. โดยมอบธนบัตรเพื่อใช้ล่อซื้อการค้าประเวณีไปด้วย สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกสั่งสุรามาดื่มและพูดคุยกับจำเลยได้ความว่านางสาว ร. ทำงานอยู่ในร้านที่เกิดเหตุ แต่วันนั้นไม่ไปทำงานและยังทราบว่าร้านที่เกิดเหตุมีการค้าประเวณีเด็ก จึงล่อซื้อประเวณีจากผู้เสียหายในราคา 1,300 บาท โดยมอบธนบัตรบางส่วนเป็นเงิน 1,300 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบธนบัตรนั้นให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยนำไปมอบให้แก่นาง ท. อีกต่อหนึ่ง จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกพาผู้เสียหายออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ ส่วนพันตำรวจโทมณฑลกับพวกเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น พบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 3 ฉบับ อยู่ในกระเป๋าใส่เงินที่เอวของนาง ท. จึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทมณฑลสอบถามที่อยู่ของนางสาว ร. จากจำเลย เมื่อได้ความว่านางสาว ร. พักอยู่ที่บ้านของจำเลยก็ให้จำเลยพาไปที่บ้านและนำนางสาว ร. ไปที่ร้านที่เกิดเหตุ จากนั้นควบคุมตัวจำเลยและนาง ท. พร้อมทั้งนำนางสาว ร. ไปกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และมอบตัวนางสาว ร. แก่นาง อ. ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยและนาง ท. ว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยและนาง ท. ให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานอัยการฟ้องนาง ท. ต่อศาลชั้นต้นว่าร่วมกับจำเลยกระทำความผิดในข้อหาเช่นเดียวกับคดีนี้นาง ท. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านาง ท. มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวมจำคุก 28 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 14 ปี 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.60/2560 ในสำนวนการสอบสวนที่โจทก์ส่งต่อศาลชั้นต้น สำหรับความผิดของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นว่าความผิดดังกล่าวกับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี โจทก์และจำเลยมิได้ขออนุญาตฎีกาคดีในความผิดดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตามฟ้อง หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีหน้าที่เชียร์แขกและทำหน้าที่เสนอบริการทางเพศเด็กให้แก่แขก ติดต่อแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงค้าประเวณีและเก็บค่าขายบริการทางเพศจากลูกค้า ถือว่าเป็นผู้ดูแลการค้าและเป็นผู้ควบคุมการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนผู้เสียหายว่า ในวันเกิดเหตุพยานและนางสาว พ. เข้าไปนั่งร่วมโต๊ะเสิร์ฟสุราและพูดคุยกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกถามพยานว่ามีเด็กออกงานหรือไม่ แต่พยานไม่เคยขายบริการทางเพศมาก่อนจึงให้ไปถามจำเลย สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกจึงเรียกจำเลยมาคุยที่โต๊ะอาหาร จำเลยบอกกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกว่าออกงานทุกคน และมีการต่อรองราคาค่าค้าประเวณีของพยานระหว่างสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกและจำเลย จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกจึงถามพยานและนางสาว พ. ว่าจะออกไปกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกหรือไม่ และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า พยานไม่ทราบราคาในการออกงานของพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ โดยก่อนเกิดเหตุพยานทราบเพียงว่าพนักงานเสิร์ฟที่ตกลงขายประเวณีแก่ลูกค้าจะพูดคุยต่อรองราคาค่าค้าประเวณีกับลูกค้าเอง และพนักงานเสิร์ฟต้องจ่ายเงินให้แก่นาง ท. ครั้งละ 200 บาท แต่ไม่ทราบว่าจะจ่ายให้แก่จำเลยด้วยหรือไม่ และเหตุที่พยานให้สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกไปถามราคาค่าค้าประเวณีจากจำเลยและแบ่งเงินที่ได้จากการค้าประเวณี 100 บาท ให้แก่จำเลยก็เพราะพยานเป็นเด็กและจำเลยขอเงินดังกล่าว และยังได้ความจากพันตำรวจโทประสิทธิ์ พนักงานสอบสวน ตอบทนายจำเลยว่า จากการสอบสวนไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารที่เกิดเหตุและไม่ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการร้านแทนนาง ว. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อจดทะเบียนขอประกอบการร้านที่เกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากผู้เสียหายและพันตำรวจโทประสิทธิ์ ดังกล่าวได้ความเพียงว่า จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ในร้านที่เกิดเหตุที่ช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น โดยไม่ได้ดูแลกิจการของร้านที่เกิดเหตุทั้งหมดและไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2564
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นางหรือนางสาว ด. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางหรือนางสาว ด. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อรุณ เรืองเพชร · ประทีป อ่าววิจิตรกุล · วิชาญ กาญจนะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา · ศาลอุทธรณ์ - นายกุลธร วิไลรัตน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | คม.3/2564 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา