⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2181/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2181/2567

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

ย่อคำพิพากษา

แม้ ส. และ พ. จะเป็นผู้ถูกจับกุม และถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ก็มิได้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้กับจำเลยทั้งสอง เพียงแต่อยู่ในเครือข่ายยาเสพติดเดียวกับจำเลยที่ 2 โดย ส. เป็นลูกค้าคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ที่เคยติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มาแล้ว 2 ครั้ง ส่วน พ. เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยได้รับค่าจ้าง แม้บุคคลทั้งสองเบิกความพาดพิงเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของตนให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว เพราะทั้ง ส. และ พ. ต่างถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ตนได้กระทำขึ้นโดยลำพังของแต่ละคน แยกต่างหากจากคดีนี้ คำเบิกความของบุคคลทั้งสองคงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 เมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ส. และ พ. กับจำเลยที่ 2 แล้ว คำเบิกความของ ส. และ พ. จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า ส. สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 แล้วให้ ณ. โอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารชื่อบัญชีของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำด้วย ประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอนซึ่งเงินจำนวนนี้อันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2) ตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ไม่ชอบ และแม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าวแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.5 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.5 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.60 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.3 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.10 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง ระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการตำรวจจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ฐานฟอกเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 3 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสาม (2), 162 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 2 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการตำรวจ จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และปรับ 2,700,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี และปรับ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,350,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 1 เดือน และปรับ 1,350,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฟอกเงินตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 42 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ความผิดสำหรับจำเลยที่ 1 และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจเอกสมพานซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการในตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโพนทองเบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพนทองจับกุมนายสุทัชธรพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนประมาณ 3,000 เม็ด สอบถามนายสุทัชธรแล้วได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนบางส่วนเป็นของนายธีรวัฒน์และอีกส่วนหนึ่งเป็นของดาบแอ๋ง (ทราบภายหลังว่าคือจำเลยที่ 1) ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2563 พยานเรียกพนักงานสอบสวนมาสอบถามได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากนายสุทัชธรบางส่วนเป็นของนายธีรวัฒน์และของจำเลยที่ 1 กับนางหยุบ (ทราบภายหลังว่าคือจำเลยที่ 2) พยานร่วมสอบปากคำนายสุทัชธรโดยสอบถามว่าปกติซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ไหน นายสุทัชธรแจ้งว่าจะไปร่วมประชุมที่สวนยางพาราของจำเลยที่ 2 จากนั้นพยานเรียกประชุมวางแผนจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยให้นายสุทัชธรพาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่สวนยางพาราของจำเลยที่ 2 เมื่อไปถึงไม่พบผู้ใด นายสุทัชธรแจ้งว่าจำเลยที่ 1 มีลูกน้องอีกคนหนึ่งชื่อนายไพวัลย์เป็นคนเดินยา พยานให้พาไปบ้านของนายไพวัลย์ เมื่อไปถึงพยานให้พันตำรวจโทฉลาดเข้าไปในบ้าน ต่อมาพันตำรวจโทฉลาดพานายไพวัลย์มาแจ้งว่าตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด ที่ตัวนายไพวัลย์ นายไพวัลย์บอกว่าได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 เป็นค่าจ้างที่นายไพวัลย์ไปส่งเมทแอมเฟตามีนให้ พยานสอบถามนายไพวัลย์ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ไหน นายไพวัลย์บอกว่าเมื่อเช้ายังไปพบจำเลยที่ 1 ที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 และร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนเพิ่งจะแยกกันมา และนายไพวัลย์ยังเห็นเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในกระติกน้ำร้อนที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 พยานพร้อมพวกควบคุมตัวนายไพวัลย์และนายสุทัชธรเดินทางไปกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงพยานจอดรถที่ถนนรออยู่ในรถและให้พันตำรวจโทฉลาดขับรถเข้าไปยังกระท่อมนาดังกล่าว ต่อมาพันตำรวจโทฉลาดโทรศัพท์แจ้งพยานว่าพบจำเลยที่ 1 ที่กระท่อมนาแต่ตรวจค้นแล้วยังไม่พบเมทแอมเฟตามีน พยานบอกพันตำรวจโทฉลาดว่า นายไพวัลย์เคยให้การว่าจำเลยที่ 1 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในกระติกน้ำร้อนสีฟ้า สักครู่หนึ่งพันตำรวจโทฉลาดแจ้งพยานว่าพบเมทแอมเฟตามีนแล้ว พยานสั่งให้สิบตำรวจเอกคมกริชเฝ้านายไพวัลย์และนายสุทัชธรไว้ แล้วเดินทางไปกระท่อมนา เมื่อไปถึงเห็นพันตำรวจโทฉลาดควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และเห็นยาเม็ดชนิดกลมแบนบรรจุถุง 9 ถุง และมีกระติกน้ำร้อนสีฟ้า ท่อพีวีซีวางอยู่ใกล้กัน เห็นถุงสีฟ้า 8 ถุง ถุงสีชมพู 1 ถุง รวมอยู่ในถุงสีขาวใส 1 ถุง สอบถามเบื้องต้นจำเลยที่ 1 ให้การว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 2 และนายไพวัลย์เอามาฝากน้องชายจำเลยที่ 1 ไว้ พยานมอบหมายให้สิบตำรวจเอกคมกริชถอดข้อมูลจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตรวจยึดได้จากจำเลยที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 1 สนทนาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 ผ่านแอปพลิเคชันไลน์แต่ในการสนทนาจะใช้คำว่า "งาน" แทนการซื้อเมทแอมเฟตามีน ความในข้อนี้โจทก์มีพันตำรวจโทฉลาดเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 พยานกับพวกร่วมกันจับกุมนายสุทัชธรหรือแชมเปญพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 3,132 เม็ด สอบถามนายสุทัชธรให้การว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รับมาจากนายธีรวัฒน์และอีกส่วนหนึ่งได้รับมาจากจำเลยที่ 2 เมื่อนายสุทัชธรติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์ให้นายไพวัลย์พานายสุทัชธรไปรับเมทแอมเฟตามีนที่กระท่อมนาในสวนยางพาราของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2563 นายสุทัชธรพาพยานกับพวกไปกระท่อมนาของจำเลยที่ 2 แต่ไม่พบบุคคลใด จากนั้นพยานกับพวกเดินทางไปบ้านของนายไพวัลย์ เมื่อไปถึงพบนายไพวัลย์ ตรวจค้นตัวพบเมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด นายไพวัลย์แจ้งว่าจำเลยที่ 2 ให้เป็นค่าจ้างในการที่นายไพวัลย์นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าของจำเลยที่ 2 และในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 นายไพวัลย์พาพยานกับพวกไปกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 1 ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย พันตำรวจเอกสมพานโทรศัพท์แจ้งว่าได้ข้อมูลจากนายไพวัลย์ว่า จำเลยที่ 1 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่กระติกน้ำร้อนสีฟ้า พยานจึงตรวจค้นอีกครั้งพบท่อพีวีซีใต้พื้นกระท่อมนา เมื่อเปิดท่อพีวีซีพบถุงพลาสติกสีฟ้า 8 ถุง และถุงพลาสติกใส 1 ถุง แต่ละถุงมียาเม็ดกลมแบน และตรวจพบเมทแอมเฟตามีนวางอยู่ใกล้กระท่อมนาอีก 20 เม็ด สอบถามจำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 เวลากลางคืน จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาฝากไว้ จำเลยที่ 1 ให้น้องชายนำไปซุกซ่อนไว้ใต้พื้นกระท่อมนา และโจทก์ยังมีสิบตำรวจเอกคมกริชเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพนทองจับกุมนายสุทัชธรพร้อมเมทแอมเฟตามีน จากการสอบปากคำนายสุทัชธรให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวซื้อมาจากพ่อค้ายาเสพติดชาวลาวส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งซื้อมาจากจำเลยที่ 2 วิธีการสั่งซื้อคือใช้โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 เมื่อตกลงกันได้แล้ว จำเลยที่ 2 จะให้นายไพวัลย์ขับรถจักรยานยนต์พานายสุทัชธรไปรับเมทแอมเฟตามีน เมื่อนายสุทัชธรนำเมทแอมเฟตามีนที่รับมาไปจำหน่ายแก่ลูกค้าของตนและรวบรวมเงินได้แล้วจะโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้บัญชีของนายณัฐพล นายสุทัชธรพาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมไปสวนยางพาราของจำเลยที่ 2 เมื่อไปถึงไม่พบผู้ใด จากนั้นนายสุทัชธรพาชุดจับกุมไปบ้านของนายไพวัลย์ เมื่อไปถึงพันตำรวจโทฉลาดเข้าไปในบ้านและพานายไพวัลย์กลับมาที่รถซึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน ตรวจค้นตัวนายไพวัลย์พบเมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด นายไพวัลย์ให้ข้อมูลว่าเป็นคนเดินยา คือนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้าของจำเลยที่ 2 เมื่อทำงานเสร็จแล้วจำเลยที่ 2 จะให้เมทแอมเฟตามีนแก่นายไพวัลย์ไว้เสพ เมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบเป็นค่าจ้างที่จำเลยที่ 2 ให้แก่นายไพวัลย์ นายไพวัลย์ให้การเพิ่มเติมว่า เสพเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 ขณะนอนอยู่ที่กระท่อมนาเพื่อเฝ้ายาเสพติด จากนั้นนายไพวัลย์พาชุดจับกุมไปกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มักจะซุกซ่อนยาเสพติดอยู่ในกระท่อมนา เมื่อไปถึงพยานกับพันตำรวจเอกสมพานจอดรถรออยู่ที่ถนน มีเพียงพันตำรวจโทฉลาดที่เข้าไปในกระท่อมนา ต่อมาพันตำรวจโทฉลาดโทรศัพท์แจ้งพันตำรวจเอกสมพานว่าตรวจค้นกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย นายไพวัลย์บอกพันตำรวจเอกสมพานว่าจำเลยที่ 1 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในกระติกน้ำร้อนสีฟ้า ต่อมาครู่หนึ่งพันตำรวจโทฉลาดแจ้งพันตำรวจเอกสมพานว่าตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนได้ในกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 พันตำรวจเอกสมพานเดินเข้าไปในกระท่อมนาจากนั้นมีการควบคุมตัวจำเลยที่ 1 พันตำรวจเอกสมพานมอบหมายให้พยานตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของนายสุทัชธร นายไพวัลย์ และจำเลยที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 1 นายสุทัชธร นายไพวัลย์ และจำเลยที่ 2 มีการพูดคุยโทรศัพท์กัน และเมื่อตรวจสอบแอปพลิเคชันไลน์ของจำเลยที่ 1 พบว่ามีการติดต่อพูดคุยกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเรื่อง "งาน" ซึ่งหมายถึงการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกัน เมื่อพยานนำชื่อบัญชีเงินฝากที่นายณัฐพลโอนเงินเข้าไปค้นหาในแบบข้อมูลทะเบียนราษฎรก็ปรากฏภาพใบหน้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งนายสุทัชธรยืนยันว่าเป็นบุคคลที่ตนสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุทัชธรมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพนทองจับกุมพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3,132 เม็ด พยานให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้มาจากจำเลยที่ 2 โดยพยานโทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จะให้นายไพวัลย์นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้พยาน โดยพยานจะจ่ายค่าเมทแอมเฟตามีนด้วยเงินสดและโอนผ่านบัญชีด้วย จำเลยที่ 2 บอกหมายเลขบัญชีให้พยาน พยานให้นายณัฐพลโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 พยานสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่มีการจับกุมจำเลยที่ 1 พยานสั่งซื้อ (ล่อซื้อ) เมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,800 กว่าเม็ด (หมายถึงเมทแอมเฟตามีน 1,817 เม็ด ของกลางในคดีนี้) ซึ่งในครั้งนี้นายไพวัลย์ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่ง แต่จำเลยที่ 2 นำไปไว้ที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้พยานพาไปกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 แต่พยานไม่รู้จัก พยานจึงพาเจ้าพนักงานตำรวจไปหานายไพวัลย์ แล้วนายไพวัลย์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจึงตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน1,800 กว่าเม็ด ได้ที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 ยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังมีนายไพวัลย์มาเบิกความยืนยันว่า พยานเป็นผู้เดินยาหรือเป็นผู้นำยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ลักษณะการทำงานของพยานนั้น คือจำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์แจ้งให้พยานนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า เมื่อพยานทำงานเสร็จแล้วจำเลยที่ 2 จะให้ค่าจ้าง บางครั้งเป็นเงินบางครั้งเป็นเมทแอมเฟตามีน ก่อนหน้านี้พยานเคยไปส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายสุทัชธรพร้อมกับรับเงินจากนายสุทัชธรเพื่อนำมามอบให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ใช้ให้พยานนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่นายสุทัชธร 2 ครั้ง เมทแอมเฟตามีน 1,800 กว่าเม็ด ของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเพื่อรอคำสั่งซื้อจากลูกค้าของจำเลยที่ 2 เมื่อประมาณวันที่ 19 หรือ 20 สิงหาคม 2563 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยที่ 2 มาที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษา จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็นำเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในกระติกน้ำร้อนสีฟ้า แล้วจำเลยที่ 2 กลับไป ส่วนพยานก็เสพเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 คนละ 1 เม็ด รุ่งเช้าพยานแยกย้ายกลับบ้านของพยาน ในช่วงเวลากลางวันเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมของสถานีตำรวจภูธรโพนทองจับกุมพยาน จากนั้นพยานพาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมไปที่กระท่อมนาของจำเลยที่ 1 เนื่องจากทราบว่าที่กระท่อมนาดังกล่าวมีการซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ ดังนี้ แม้นายสุทัชธรและนายไพวัลย์จะเป็นผู้ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ก็มิได้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้กับจำเลยทั้งสอง เพียงแต่พยานทั้งสองอยู่ในเครือข่ายยาเสพติดเดียวกับจำเลยที่ 2 โดยนายสุทัชธรเป็นลูกค้าคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ที่เคยติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนนายไพวัลย์ก็เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินแต่บางครั้งก็เป็นเมทแอมเฟตามีน แม้บุคคลทั้งสองเบิกความพาดพิงเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของตนให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว เพราะทั้งนายสุทัชธรและนายไพวัลย์ต่างก็ถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ตนได้กระทำขึ้นโดยลำพังของแต่ละคนแยกต่างหากจากคดีนี้ คำเบิกความของบุคคลทั้งสองคงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 เมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายสุทัชธรและนายไพวัลย์กับจำเลยที่ 2 แล้ว คำเบิกความของนายสุทัชธรและนายไพวัลย์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายไพวัลย์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์ที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงเพราะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ส่งมอบ เมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้ในกระท่อมนาของจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุนี้พันตำรวจโทฉลาด จึงสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางเพราะนายไพวัลย์เป็นคนบอกที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางนั่นเอง พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงกว่าพยานจำเลยที่ 2 ซึ่งมีเพียงจำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ไม่รู้จักนายสุทัชธรมาก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน พยานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีน 1,817 เม็ด ของกลาง แต่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้เพื่อรอส่งมอบแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ที่สั่งซื้อ จึงเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจะเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนผู้เสพเมทแอมเฟตามีนหลายราย แต่เมื่อพิเคราะห์ประกอบปริมาณของเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีจำนวน 1,817 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 39.571 กรัม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคงเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ศาลฎีกาเห็นควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องและกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนด้วยนั้น เห็นว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อนึ่ง สำหรับความผิดฐานฟอกเงินของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า นายสุทัชธรสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 แล้วให้นายณัฐพลโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร พ. สาขากุฉินารายณ์ชื่อบัญชีของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอนซึ่งเงินจำนวนนี้อันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2) ตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ไม่ชอบ และแม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าวแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน สำหรับจำเลยที่ 1 ระวางโทษเป็นสามเท่าตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 45 ปี และปรับ 2,700,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 22 ปี 6 เดือน และปรับ 1,350,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 7 เดือน และปรับ 1,350,000 บาท เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 1,200,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานฟอกเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

รายละเอียดคดี

คู่ความพนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)(ธีระศักดิ์ วริวงศ์-เชด กวีบริบูรณ์-ปฏิญญา สูตรสุวรรณ)
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายวิโรจน์ รูปสมศรี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4905/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 492/2539ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา