คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้จัดการมรดกคนหนึ่งขอถอนตัวและศาลอนุญาต ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ และคำวินิจฉัยนั้นย่อมกระทบถึงสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้
ย่อคำพิพากษา
การที่ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ เมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ผู้ร้องที่ 2 ได้อุทธรณ์ฎีกามาตามลำดับ เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อันเป็นการอ้างข้อกฎหมายผิด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ทำการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยใช้รูปแบบเป็นการชี้แจงไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งในทางเนื้อหามีผลโดยปริยายเท่ากับศาลชั้นต้นชี้และปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวไม่มีอำนาจจัดการมรดก หากยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อวินิจฉัยนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียอาจนำไปอ้างอิงให้มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่รวมถึงทายาทได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยย่อมโต้แย้งข้อวินิจฉัยนี้ได้ การที่ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาต่อมาย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เท่ากับเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า ยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง เมื่อคดีนี้ตามพินัยกรรมระบุไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลงหากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้ ว. และ พ. ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" และในชั้นแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสอง แม้เป็นการตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล แต่ศาลก็ตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่แสดงเจตนาไว้โดยพินัยกรรม และในพินัยกรรมได้เขียนเป็นหลักการไว้ว่า "ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" แต่ก็เขียนข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าคนใดคนหนึ่งสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้อีกคนจัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 ที่ถ้า "มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" มิฉะนั้น การจัดการมรดกย่อมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการจัดการมรดกต่อไปนั้น ผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมต้องจัดการไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามพินัยกรรมและกฎหมาย ไม่อาจจัดการไปตามอำเภอใจของตนได้ หากไม่จัดการไปตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้วโต้แย้งสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ และบุคคลที่กฎหมายให้มีอำนาจขอถอดถอนก็ย่อมมีอำนาจร้องขอถอดถอนได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 โดยทำพินัยกรรมไว้ข้อหนึ่งว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง หากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้นายวิสูตร และนางพิมพ์นิภา ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว และผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่ง "ตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่" ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความทุกฝ่ายฟังตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ต่อศาลชั้นต้นว่า ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก โดยผู้ร้องทั้งสองได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกโดยนัดประชุมทายาทเป็นจำนวนหลายครั้งเพื่อรวบรวมและนำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมที่สามารถตกลงกันได้ในระหว่างทายาทมาจัดแบ่งปันให้แก่ทายาทตามข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมและสามารถจัดการมรดกได้เรียบร้อยไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีทรัพย์มรดกอีกหลายรายการที่ยังไม่สามารถตกลงเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ และเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 อยู่ในวัยสูงอายุ มีโรคประจำตัวหลายโรค และต้องประกอบธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนเรียบร้อยอีกต่อไปได้ ผู้ร้องที่ 1 จึงประสงค์ที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยยังคงให้ผู้ร้องที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจนเสร็จเรียบร้อยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถาม ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนตัวของผู้ร้องที่ 1 แต่คัดค้านหากผู้ร้องที่ 2 จะมีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 คัดค้านทั้งการขอถอนตัวของผู้ร้องที่ 1 และคัดค้านการที่ผู้ร้องที่ 2 จะมีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว เมื่อถึงวันนัดพร้อมเพื่อสอบถาม วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป
ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เนื่องจากการที่ศาลชั้นต้นระบุว่า ศาลชั้นต้นได้ชี้แจงว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป จึงบันทึกไว้นั้น เป็นการที่ศาลชั้นต้น เข้าใจผิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ผู้ร้องที่ 2 ยังมีสิทธิที่จะจัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง ซึ่งในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันซึ่งเป็นไปตามพินัยกรรม ข้อ 13 มาตรา 1715 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงยังคงเหลือผู้จัดการมรดกอยู่คนเดียว คือ ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งผู้ร้องที่ 2 ย่อมมีอำนาจที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพังตามมาตรา 1715 วรรคสอง คำชี้แจงของศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไปนั้นจึงไม่ตรงกับข้อกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 จึงขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เสีย และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายโดยลำพังเพียงคนเดียว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียม หากมีให้เป็นพับ
ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ข้อแรกว่าที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ว่า "จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้ตาย และศาลได้ชี้แจงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป จึงบันทึกไว้" เป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในส่วนการขอจัดการมรดก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เหตุผลข้อหนึ่งในการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไว้ด้วยว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ว่า เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ ซึ่งเมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นกัน ในคดีนี้ผู้ร้องที่ 2 ก็ได้อุทธรณ์ฎีกามาตามลำดับ เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นการอ้างข้อกฎหมายผิด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ทำการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยใช้รูปแบบเป็นการชี้แจงไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งในทางเนื้อหามีผลโดยปริยายเท่ากับศาลชั้นต้นชี้และปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวไม่มีอำนาจจัดการมรดก หากยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อวินิจฉัยนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียอาจนำไปอ้างอิงให้มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่รวมถึงทายาทได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยย่อมโต้แย้งข้อวินิจฉัยนี้ได้ การที่ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาต่อมาย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ข้อต่อไปจึงมีว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เท่ากับเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการเหล่านั้นบางคนไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดเจนว่า "และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" เมื่อคดีนี้ระบุไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง หากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้นายวิสูตร และนางพิมพ์นิภา ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" และในชั้นแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสอง แม้เป็นการตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล แต่ศาลก็ตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่แสดงเจตนาไว้โดยพินัยกรรม และในพินัยกรรมก็ได้เขียนเป็นหลักการไว้ว่า "ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" แต่ก็เขียนข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าคนใดคนหนึ่งสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้อีกคนจัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 ที่ถ้า "มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" มิฉะนั้น การจัดการมรดกย่อมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการจัดการมรดกต่อไปนั้น ผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมต้องจัดการไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามพินัยกรรมและกฎหมาย ไม่อาจจัดการไปตามอำเภอใจของตนได้ หากไม่จัดการไปตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้วโต้แย้งสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ และบุคคลที่กฎหมายให้มีอำนาจขอถอดถอนก็ย่อมมีอำนาจร้องขอถอดถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ระบุในรูปคำชี้แจงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป เป็นว่า ให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้เป็นไปตามพินัยกรรมและกฎหมายต่อไปเพียงลำพังได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568
นาย ว. กับพวก ผู้ร้อง
นาง อ. โดยนาย ว. ผู้อนุบาล กับพวก ผู้คัดค้าน
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - นาย ว. กับพวก · ผู้คัดค้าน - นาง อ. โดยนาย ว. ผู้อนุบาล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นวรัตน์ กลิ่นรัตน์ · ภัทริกา จุลฤกษ์ · นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่งธนบุรี - นายอภิวัฒน์ เจริญไทย · ศาลอุทธรณ์ - นายวินัส สุนนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.681/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา