คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7179/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่รับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไปจากมารดาเพื่อมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางกามารมณ์โดยทุจริต และครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์
ย่อคำพิพากษา
จำเลยติดต่อซื้อบริการทางเพศจาก พ. ซึ่งเป็นธุระจัดหาพาผู้เยาว์มาส่งให้แก่จำเลยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีอันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยรับตัวผู้เยาว์จาก พ. ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุเพียงลำพังกับจำเลยเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ย่อมเป็นเหตุให้การพามาส่งของ พ. เสร็จสมบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงมีส่วนทำให้ความผิดฐานค้ามนุษย์ครบองค์ประกอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ทางกามอารมณ์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสำหรับตนเอง ซึ่งต้องด้วยความหมายของ "โดยทุจริต" แห่ง ป.อ. มาตรา 1 (1) แล้ว เมื่อจำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคสอง จำคุก 2 ปี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในช่วงประมาณต้นปี 2564 นาย พ. พรากนางสาว ก.หรือ ต ผู้เยาว์ อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนางสาว ก. ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย โดยการรับผู้เยาว์ไปขายบริการทางเพศแล้วแบ่งเงินที่ได้จากผู้ซื้อบริการให้แก่ผู้เยาว์เป็นรายครั้ง ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันล่อซื้อการขายบริการทางเพศและจับกุมนาย พ.ได้ ชั้นสอบสวน ผู้เยาว์ชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยพร้อมทั้งให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นหนึ่งในผู้ซื้อบริการทางเพศและมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เยาว์เบิกความยืนยันว่าจดจำจำเลยได้โดยคำเบิกความไม่ปรากฏข้อพิรุธใด ๆ ให้น่าสงสัยว่าอาจแกล้งเบิกความให้ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลย และการที่ผู้เยาว์อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุกับจำเลยตามลำพัง ผู้เยาว์ย่อมมิได้พบเห็นบุคคลอื่นใดอีกนอกจากจำเลยเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าผู้เยาว์และจำเลยอยู่ใกล้ชิดกันเพราะมีการพูดคุยและมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ระยะเวลา 30 นาที ย่อมนานเพียงพอที่จะทำให้ผู้เยาว์สังเกตและจดจำรูปร่างหน้าตาจำเลยได้ ส่วนการที่ผู้เยาว์มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในช่วงเวลาเกิดเหตุด้วยนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของผู้เยาว์ว่า ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เยาว์ยังได้สนทนากับจำเลยด้วยการโทรศัพท์ภาพ (Video Call) ผ่านทางแอปพลิเคชันส่งข้อความ (Messenger) ทั้งจำเลยยังเบิกความยอมรับว่าเคยสนทนากับผู้เยาว์ผ่านช่องทางดังกล่าวซึ่งปรากฏภาพของจำเลยในขณะสนทนาอีกด้วย เช่นนี้ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เยาว์ได้พบเห็นหน้าและพูดคุยกับจำเลยซ้ำอีกครั้งในเวลากระชั้นชิดกับที่พบกันครั้งแรก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้เยาว์จดจำจำเลยได้แม่นยำยิ่งขึ้น จึงเชื่อว่าผู้เยาว์สามารถจดจำจำเลยได้ไม่ผิดพลาด ดังนี้ ถึงแม้ผู้เยาว์ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และผู้เยาว์เบิกความอธิบายขั้นตอนรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่เกิดเหตุได้แต่มิได้อธิบายเกี่ยวกับใบหน้าจำเลย รวมทั้งโจทก์ไม่มีข้อมูลของรีสอร์ตที่เกิดเหตุว่าจำเลยอยู่ในห้องที่เกิดเหตุกับผู้เยาว์ในวันเกิดเหตุดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยก็รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์ไว้จากนาย พ.แล้วมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ด้วยการซื้อบริการทางเพศ
จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์เพื่อกระทำชำเราเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นการกระทำโดยทุจริต เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยติดต่อซื้อบริการทางเพศจากนาย พ.ซึ่งเป็นผู้ที่พาผู้เยาว์ไปพบและจัดการให้ผู้เยาว์มีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านาย พ.เป็นธุระจัดหาพาผู้เยาว์มาส่งให้แก่จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยรับตัวผู้เยาว์จากนาย พ. ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุเพียงลำพังกับจำเลยเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ย่อมเป็นเหตุให้การพามาส่งของนาย พ.เสร็จสมบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงมีส่วนทำให้ความผิดฐานค้ามนุษย์ครบองค์ประกอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ทางกามารมณ์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสำหรับตนเอง ซึ่งต้องด้วยความหมายของ "โดยทุจริต" แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) แล้ว เมื่อจำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษนั้น เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ จึงเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ไว้ด้วยการซื้อบริการทางเพศอันเป็นการค้าประเวณี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมส่งเสริมให้เกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่ได้กระทําแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ยังกำหนดโทษที่ได้กระทําแก่บุคคลอายุดังกล่าวไว้ในอัตราหนักยิ่งกว่ากระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป อันแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าวว่าต้องการปกป้อง คุ้มครองบุคคลที่มีอายุอยู่ในช่วงเดียวกับผู้เยาว์อย่างเข้มงวด ดังนั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ถึงแม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีประวัติที่ดีมาโดยตลอด ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7179/2568
พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์
นาย อ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - นาย อ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อภิชาต ภมรบุตร · นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล · พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายอติชาติ จิตต์ภาณุโสภณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนพดล บุญไพศาลบันดาล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.450/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา