⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 874/2490

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2490

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การตกลงให้ผู้อื่นเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนผู้ซื้อเดิม ถือเป็นการเลิกสัญญาเดิมและเกิดสัญญาใหม่ * การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมโอนที่ดินให้ ไม่ถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย * หากการโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกสามารถเพิกถอนได้ สภาพแห่งหนี้จะเปิดช่องให้บังคับตามมาตรา 213 * เจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินของตน เว้นแต่จะมีกฎหมายห้าม * เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจปฏิเสธการโอนที่ดินตามสัญญาซื้อขายได้ เว้นแต่การโอนนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย * การที่ผู้ขายทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับผู้ซื้อรายหนึ่ง แล้วนำไปโอนขายให้แก่บุคคลอื่น ไม่ถือเป็นการฉ้อฉล * การฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนตามมาตรา

ย่อคำพิพากษา

ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันไว้แล้ว ต่อมาตกลงกันให้ผู้อื่นเป็นผู้ซื้อดังนี้ถือว่าเลิกสัญญาเดิม และเกิดสัญญาขึ้นใหม่ตามที่ตกลงกันนั้น ปรากฎว่าเจ้าพนักงานที่ดินไม่ทำการโอนที่ดินให้ อีกฝ่ายหนึ่งยังร้องเรียนต่อไปเพื่อทำการโอนดังนี้ยังไม่ถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยอันจะทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นตาม มาตรา 219 ในเรื่องฟ้องขอให้บังคับผู้ขายทำการโอนที่ดินและปรากฎว่าผู้ขายโอนให้แก่ผู้อื่นแล้วนั้น ถ้าหากว่าเพิกถอนการโอนนั้นได้ ก็ถือว่าสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้บังคับตามมาตรา 213 ถ้าเพิกถอนไม่ได้สภาพแห่งหนี้ก็ไม่เปิดช่องในบังคับตามาตรา 213 ตาม ม. 1336 และรัฐธรรมนูญ นั้น เจ้าของย่อมมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินของตน เว้นแต่จะมีกฎหมายห้าม เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจที่จะไม่ยอมทำการโอนที่ดินตามสัญญาซื้อขายในเมื่อเขาร้องขอทำการโอน ตามความพอใจของตน นอกจากเป็นการไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน ม. 41(ข) ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินไว้กับตน แล้วเอาไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 - 3 ดังนี้ ไม่ถือว่า เป็นการฟ้องว่าจำเลยโอนกันโดยการฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์เสียเปรียบตาม ม. 237 ผู้ที่ฟ้องขอให้เพิกถอนตาม ม. 1300 จะต้องแสดงว่าตนอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้ตามมาตรานี้ เพียงแต่ได้ความว่า ได้ทำสัญญาจะซื้อขายและวางมัดจำไว้ ไม่เรียกว่าอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ตกมาตรา 1300 เอาที่ดินซึ่งทำสัญญาจะซื้อขายให้คนหนึ่งไปโอนให้อีกคนหนึ่ง ผู้โอนย่อมได้ชื่อว่าผิดสัญญาต่อผู้ซื้อคนแรก ซึ่งจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญา รับโอนที่ดินซึ่งผู้ขายทำสัญญาจะขายกับเขาไว้แล้ว แล้วผิดสัญญากับเขามาโอนให้แก่ตน ถ้าหากผู้ซื้อคนแรกฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนไม่ได้แล้ว ผู้ซื้อคนหลังไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของผู้ซื้อคนแรก ทำสัญญาขายที่ดินกับเขาไว้แล้วผิดสัญญาไปโอนขายให้ผู้อื่น ศาลบังคับให้ผู้ขายใช้ค่าเสียหายได้เท่าจำนวนเงินที่ไปขายได้เงินสูงขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.219 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.486 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ.127 ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ได้ความว่า เดิมนางจันทรสมทำสัญญาซื้อที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในฐานเป็นผู้ปกครองบุตร์ ๖ คน เป็นราคา ๘๐,๐๐๐ บาท วางมัดจำ ๔๐,๐๐๐ บาท ครั้นถึงวันโอน คือ ๓ พฤษภาคม ๒๔๘๖ ได้ตกลงกันให้นายโมตีรามสามีนางจันทรสมซึ่งเป็นบิดาเด็กเป็นผู้รับโอนในนามของเด็กขายชีวันผู้เดียว เจ้าพนักงานเห็นว่า นายโมตีรามเป็นคนต่างด้าว จึงรายงานไปกรมที่ดินขอคำสั่ง วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๘๖ กรมที่ดินมีคำสั่งว่า ไม่อนุญาตโดยไม่ได้อ้างเหตุผล แต่ฝ่ายนางจันทรสมเพิ่งทราบคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ส่งเงินมัดจำคืน แต่นางจันทรสมไม่ยอมรับ และต่อมาจำเลยที่ ๑ มีหนังสือถึงนางจันทรสมบอกให้จัดการให้หมดความบกพร่องในการที่จะรับโอนมิฉะนั้นจะถือว่าสัญญาหมดอายุ ฝ่ายโจทก์ตอบไปว่า การโอนไม่ได้ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ ฝ่ายโจทก์คอยรับโอนอยู่เสมอ ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนางจันทรสมเป็นผู้ปกครองบุตร์ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๗ นางจันทรสมมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย ร้องเรียนเรื่องเจ้าพนักงานไม่อนุญาตให้ทำการโอนที่แต่ไม่ได้รับตอบ ในวันเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายที่รายนี้ให้จำเลยที่ ๒ - ๓ เป็นราคา ๑๕๕,๐๐๐ บาท วันที่ ๒๙ เดือนเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ส่งเงินมัดจำคืนให้โจทก์ ๆ ไม่ยอมรับ และจำเลยได้ทำการโอนที่ดินกันในวันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๘ โจทก์จึงมาฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนแล้วโอนให้โจทก์ มิฉะนั้นให้ใช่ค่าเสียหาย ศาลจังหวัดเชียงใหม่ตัดสินว่า การโอนที่ไม่ได้ไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยตามประมวลแพ่งมาตรา ๒๑๙ และจำเลยที่ ๒ - ๓ ก็รับโอนโดยสุจริต จึงพิพากาายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตัดสินว่า สัญญาอันแรกระหว่างนางจันทรสมกับจำเลยที่ ๑ คู่กรณีได้ตกลงเลิกแล้ว โดยเปลีย่นใหม่ให้นายโมตีรามซื้อแทนบุตรคนเดียว การที่เจ้าพนักงานไม่อนุญาตให้ทำการโอนที่จะเป็นการพ้นวิสัยหรือไม่นั้น ตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา ๑๓๓๖ และรัฐธรรมนูญบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินของตนได้โดยเสรี เว้นแต่จะมีกฎหมายห้ามไว้ และไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานปฏิเสธไม่ยอมทำการโอนตามใจของเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานจะปฏิเสธได้ในเมื่อไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน มาตรา ๔๑(ข) ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานไม่ทำการโอนให้จึงไม่ใช่พ้นวิสัยเพราะคู่สัญญายังมีทางจัดดำเนินการต่อไป ดังเช่นที่โจทก์จัดทำในคดีนี้ สำหรับการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ ๑ นั้น ฝ่ายโจทก์ไม่ยอมเลิก สัญญาจะซื้อขายจึงมีอยู่ จำเลยที่ ๑ เอาที่ไปขายให้จำเลยที่ ๒ - ๓ จึงได้ชื่อว่าผิดสัญญา ข้อวินิจฉัยต่อไปก็คือ ถ้าหากโจทก์เพิกถอนการโอนไม่ได้ ก็เรียกว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ชำระหนี้ ตามมาตรา ๒๑๓ ตามฟ้องก็ดี การนำสืบของโจทก์ก็ดี มิได้ประสงค์ให้ศาลชี้ขาดว่า จำเลยที่ ๑ โอนให้จำเลยที่ ๒ - ๓ โดยการฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์เสียเปรียบ ตามมาตรา ๒๓๗ และทางพิจารณาก็ไม่ได้ความดังนั้น ส่วนการเพิกถอนตามมาตรา ๑๓๐๐ ผู้อาศัยประโยชน์แห่งมาตรานี้ จะต้องแสดงว่าเป็นบุคคลอันอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของคนได้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อขายและรับเงินมัดจำ ยังไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับเงินมัดจำ ยังไม่อยู่ในฐานะจะให้จดทะเบียนตามมาตรา ๑๓๐๐ เพราะโจทก์มีแต่เพียงสิทธิร้องเรียกตามสัญญาจะซื้อขาย โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการโอนไม่ได้ และจำเลยที่ ๒ - ๓ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา จึงต้องคืนมัดจำและต้องใช้ค่าเสียหายซึ่งที่รายพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นอีก ๗๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จึงพิพากษาแก้ศาลล่างให้จำเลยที่ ๑ คืนมัดจำ ๔๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหาย ๗๕,๐๐๐ บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2490 นางจันทรสม โกรังนา โจทก์ เจ้าบัวทิพย์ ณเชียงใหม่ ที่ 1 นายฉันท์ วิชยาภัย ที่ 2 นายชู โอสถานนท์ ที่ 3

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจันทรสม โกรังนา · 3 - เจ้าบัวทิพย์ ณเชียงใหม่ ที่ 1 นายฉันท์ วิชยาภัย ที่ 2 นายชู โอสถานนท์ ที่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นนทปัญญา · ประมูล สุวรรณศร · ธรรมบัณฑิต บุนยะปานะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายมานิต จั่นสัญ+ · ศาลอุทธรณ์ - พระดุลยรัตนพจนาท
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3034/2526ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4976/2536ฎีกา 170/2497ฎีกา 591/2531ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 5317/2538ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 246/2530ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1538/2518ฎีกา 763/2484ฎีกา 1649/2498ฎีกา 7335/2538ฎีกา 2345/2540ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา