คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2500
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินที่ต้องสำแดงตามกฎหมายศุลกากรโดยไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงาน ถือเป็นความผิดฐานนำของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แม้ทรัพย์สินนั้นจะยังไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากยานพาหนะเพื่อนำขึ้นบกก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยซึ่งเป็นอินยิเนียร์เรือมีทองไว้ในครอบครองมากเกินจะเป็นของใช้ส่วนตัว ซึ่งทองนี้ซุกไว้ในโต๊ะทำงานของจำเลยในเรือซึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยจากต่างประเทศ เป็นการส่อว่าจำเลยไม่สุจริตในการพาเข้ามาในประเทศเมื่อมีกฎหมายศุลกากรบัญญัติให้ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงาน จำเลยไม่แจ้ง แม้จำเลยจะยังมิได้เอาทองเคลื่อนย้ายออกจากเรือเพื่อนำขึ้นบก ก็ถือว่าจำเลยกระทำผิด ฐานพาทองอันเป็นของต้องห้ามเข้ามาในประเทศ โดยมิได้รับอนุญาตแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.3 พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.4 พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.7 พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.8 พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.9 พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2482 ม.10 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 ม.3 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม.9 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม.16 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม.17
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๙๔ เวลากลางวัน จำเลยเป็นอินยิเนียร์เรือเสฉวน ซึ่งเดินระหว่างฮ่องกงและประเทศไทย ได้บังอาจนำทองคำ ๘๐ แท่งรวมน้ำหนัก ๑๕ กิโลกรัม คิดเป็นเงินไทย ๔๕๔,๖๐๘ บาท อันเป็นสินค้าที่ตกอยู่ในข่ายแห่งความควบคุมโดยมีพระราชกฤษฎีกาประกาศห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร จากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง หรือผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเหตุเกิดที่ตำบลบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ขอให้ศาลลงโทษและริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนกับเงินรางวัลจับด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยผิดจริง จึงพิพากษาให้จำคุก ๖ เดือน ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่ผู้จับ
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอ้างข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยมีทองเป็นส่วนตัวมาในเรือเพียงแต่เรือเข้ามาจอดในท่าศุลกากร ยังไม่ได้เอาของออกจากเรือนำขึ้นบก ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการกระทำผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรนั้น เห็นว่า ถ้าเป็นการนำเข้ามาโดยสุจริต ก็อาจเป็นได้ดังจำเลยว่า แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตลักลอบนำทองเข้ามาในราชอาณาจักร ฉะนั้น แม้จะยังมิได้นำขึ้นจากเรือก็ถือได้ว่ามีความผิดครบถ้วน พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2500
อัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์
นายเซียงปิง แซ่เซียง หรือ นายเป๋ง แซ่เจี้ยง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดสมุทรปราการ · จำเลย - นายเซียงปิง แซ่เซียง หรือ นายเป๋ง แซ่เจี้ยง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประวัติ ปัตตพงศ์ · ศิลปสิทธิวินิจฉัย · ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายเสนีย์ วาทิน · ศาลอุทธรณ์ - หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา