คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2500
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยอ้างว่าสัญญาเป็นนิติกรรมอำพราง จำเลยมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าว.
ย่อคำพิพากษา
ตามฟ้องและคำให้การฟังได้ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ไว้จริง เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เจตนาลวง จำเลยให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยไม่ได้กู้เช่นนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนตามคำกล่าวแก้ .
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เรื่อง ขอให้ชำระหนี้เงินกู้
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินกู้ตามฟ้องเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยที่ค้าง ๑๗ เดือน ๒,๑๒๕ บาท และให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่ง ต่อ ปี ในต้นเงินนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยที่ค้างเพียง ๑๖ เดือน ๒๔ วัน ในต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน
ในข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องและคำให้การฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญา กู้เงินให้แก่โจทก์ ไว้จริง เมื่อจำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เจตนาลวงจำเลยให้ลงลายมือชื่อ ในสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยไม่ได้กู้เช่นนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2500
นายน้อย สายสมบัติ โจทก์
นายบุญตา ฉิมหลวง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายน้อย สายสมบัติ · จำเลย - นายบุญตา ฉิมหลวง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์ · ประศาสน์วินิจฉัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - ศาลจังหวัดขอนแก่น · ศาลอุทธรณ์ - นายสวัสดิ์ พานิชอัตรา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา