⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินต่างรายหรือต่างแปลงกับคดีเดิมที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1)

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่สาวและน้องสาวของเจ้ามรดก จำเลยเป็นภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ที่ดิน 3 แปลงท้ายฟ้อง เป็นสินเดิมของเจ้ามรดก ที่ดิน 3 แปลงท้ายฟ้องเป็นสินเดิมของเจ้ามรดก เมื่อเจ้ามรดกตายทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์และทายาท จำเลยไม่ใช่ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายวจึงไม่มีสิทธิรับมรดก โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยส่งมอบทรัพย์มรดกให้แล้ว จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ส่งมอบทรัพย์มรดกให้แล้ว จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ส่งมอบทรัพย์มรดกเป็นคดีหนึ่งแล้ว บัดนี้ ยังมีทรัพย์มรดกตามบัญชีท้ายฟ้องอีก 3 แปลง ขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นสินเดิมของเจ้ามรดก โจทก์และทายาทเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกทรัพย์นี้ ให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ให้ ดังนี้ เป็นการฟ้องแต่ ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีอำนาจยึดถือไว้ และเป็นที่ดินต่างแปลง เป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ในคดีก่อน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกได้อีก ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 40/2504)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่สาวและน้องสาวนายหลำจำเลยเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายของนายหลำ โดยอยู่กินเป็นภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสที่ดิน ๓ แปลงตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง เป็นสินเดิมของนายหลำ เมื่อนายหลำตาย จึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์และทายาท จำเลยไม่มีสิทธิรับมรดก โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์และทายาทแล้วจำเลยไม่ยอม โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบทรัพย์-มรดกตามคดีคำที่ ๒๙๗/๒๕๐๓ บัดนี้ ยังมีทรัพย์มรดกของนายหลำตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอยู่อีก ขอให้ พิพากษาว่าทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องเป็นสินเดิมของนายหลำโจทก์และทายาทเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งฟ้องว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องมรดกอย่างเดียวกับคดีแพ่ง คำที่ ๒๙๗/๒๕๐๓ ต้องห้ามตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ (๑) จึงไม่รับไว้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ และดำเนินคดีและดำเนินการต่อไปแต่มีผู้พิพากษานายหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามกฎหมายตกเป็นของโจทก์แล้ว แต่จำเลยยึดถือครอบครองไว้ตามคำฟ้องว่า จำเลยไม่สิทธิได้รับมรดก ไม่มีอำนาจยึดถือครอบครองทรัพย์ของโจทก์ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิติดตามเรียกคืนได้ เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม่มีอำนาจยึดถือไว้ และทรัพย์ที่ฟ้องนี้ก็เป็นที่ดินคนละแปลงคนละแห่ง เป็นทรัพย์คนละ อย่างกับทรัพย์ในคดีก่อน กล่าวคือ โจทก์ฟ้องเรียกมาจากจำเลยยังไม่หมด จึงมาฟ้องอีก ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกได้อีก ไม่ต้องห้าม ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ (๑) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11/2505 นางมินะ เหมสนิท ที่ 1 นางลิมะ สุดาหวันที่ 2 โจทก์ นางมุเหลียม สุดาหวัง หรือ มุเหลียม โรมพัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความ1 - นางมินะ เหมสนิท ที่ · โจทก์ - นางลิมะ สุดาหวันที่ 2 · จำเลย - นางมุเหลียม สุดาหวัง หรือ มุเหลียม โรมพัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · ชวน สิงหลกะ · อรรถไพศาลศรุดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายมนตรี บางยี่ขัน · ศาลอุทธรณ์ - นายแปล บุณยเกียรติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 728/2519ฎีกา 3160/2536ฎีกา 9131/2551ฎีกา 3806/2549ฎีกา 8099/2559ฎีกา 644/2489ฎีกา 1760/2548ฎีกา 16/2510ฎีกา 625/2569ฎีกา 3021/2522ฎีกา 574/2538ฎีกา 1188/2493ฎีกา 477/2491ฎีกา 362/2522ฎีกา 765/2534ฎีกา 472/2526ฎีกา 5523/2536ฎีกา 5882/2541ฎีกา 2675/2527ฎีกา 698/2540ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา