คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เช่าเปลี่ยนเจตนาการใช้ทรัพย์สินที่เช่าไปในทางที่แตกต่างจากที่ตกลงกันไว้แต่แรก ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่าฝ่ายเดียว และต้องห้ามตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
เช่าห้องเพื่อการค้า แต่มิได้ทำการค้าเลยเพราะผู้เช่าถูกจำคุกเสีย และไม่มีเงินทุน การที่ผู้เช่าเปลี่ยนเจตนาเช่าเพื่อทำการค้าเป็นอยู่อาศัยเป็นการเปลี่ยนเจตนาฝ่ายเดียว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 552 และไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์จำเลยว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวจากโจทก์เพื่อทำการค้า ครบกำหนดตามสัญญาโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลย จำเลยเพิกเฉยเสีย จึงขอให้ศาลขับไล่จำเลยกับบริวารและเรียกค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากโจทก์จริง แต่เช่าเพื่ออยู่อาศัย อ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมเค่าเช่า ฯ หนังสือโจทก์ที่บอกเลิกสัญญาเป็นการบอกกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยช่าห้องพิพาทเพื่อทำการค้า หากแต่ยังไม่มีทุน ยี่ห้อของจำเลยก็ได้เตรียมไว้แล้ว ฉะนั้น วัตถุประสงค์แห่งการเช่าจึงเช่าเพื่อทำการค้า แม้จำเลยเลิกประกอบการค้า คงอยู่อาศัยอย่างเดียว แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์กันใหม่ จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตควบคุมค่าเช่า ฯ สัญญาเช่ามีกำหนดและสิ้นสุดลงแล้วสัญญาจึงระงับไป พิพากษาขับไล่จำเลยและให้ใช่ค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาได้วินิจิฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทเพื่อทำการค้าและเมื่อทำสัญญาเช่ากันแล้ว จำเลยได้ถูกจับฐานใช้เช็คและถูกศาลพิพากษาจำคุก ๘ เดือน ครอบครัวจำเลยคงอาศัยในห้องพิพาท จำเลยพ้นโทษออกมาพอดีกับสัญญาเช่าสิ้นสุด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาการเช่า ซึ่งเห็นว่า ที่จำเลยมิได้ประกอบการค้าดังที่เจตนาเช่าไว้ ก็เพราะจำเลยไปถูกจำคุกเสียและไม่มีเงินทุน อันเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย การทีจำเลยเปลี่ยนเจตนาจากเช่าเพื่อทำการค้าเป็นอยู่อาศัยตามอำเภอใจของจำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยืนยอมด้วยเช่นนี้ เป็นการเปลี่ยนเจตนาฝ่ายเดีว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๕๒ ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๔/๒๕๐๑ ห้องพิพาทจึงไม่ใช่เคหะตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าในภาวะคับขันฯ ฉะนั้น จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔ มาตรา ๔ จึงพิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2508
นายศรีศุกร์ เปาโรหิตย์ โจทก์
นายช่างจือเคียง แซ่ช่าง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายศรีศุกร์ เปาโรหิตย์ · จำเลย - นายช่างจือเคียง แซ่ช่าง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายดวง ดีลาจิน · ศาลอุทธรณ์ - นายสว่าง ภูวะปัจฉิม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา