⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1226/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าบ้านโจทก์อยู่อาศัยภายหลังที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 แล้วบ้านพิพาทจึงไม่เป็น "เคหะควบคุม" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ซึ่งบัญญัติว่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ นั้น หมายถึงการต่อสู้คดีด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538 พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขายฝากที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ มีกำหนดซื้อคืนภายใน 1 ปี จำเลยไม่ไถ่คืนภายในเวลากำหนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินและบ้านที่จำเลยขายฝาก และครอบครองอยู่ ขอให้ศาลขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยรับว่า ขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จริงแต่ได้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยต่อไป โจทก์จะขึ้นค่าเช่า จำเลยไม่ยอม จึงฟ้องขับไล่ จำเลยเช่าบ้านพิพาทเป็นที่อยู่อาศัย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทภายหลังที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 แล้วบ้านพิพาทจึงไม่เป็น "เคหะควบคุม" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ หมายถึงเฉพาะโจทก์ฝ่ายเดียวศาลฎีกาเห็นว่า หมายถึงการต่อสู้คดีด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะนำสืบได้ว่าได้มีการเช่า แต่เมื่อบ้านพิพาทไม่เป็นเคหะควบคุมโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ และได้บอกกล่าวแล้วจำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีกต่อไป ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า ได้แจ้งให้จำเลยออกจากบ้านพิพาทและที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยให้การปฏิเสธความข้อนี้ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง เห็นว่า ตามรายงานชี้สองสถาน คดีมีประเด็นพิพาทแต่เพียงว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าฯ หรือไม่เท่านั้น จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องสืบกันอีกในข้อนี้ พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2508 นายวิทยา ลี้อิสสระนุกูล โจทก์ นางบรรจง กุลพิจิตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิทยา ลี้อิสสระนุกูล · จำเลย - นางบรรจง กุลพิจิตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจน เวชศิลป์ · สอาด นาวีเจริญ · สวิง ลัดพลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1111/2494ฎีกา 349/2509ฎีกา 1408/2497ฎีกา 25/2491ฎีกา 67-68/2491ฎีกา 1439/2524ฎีกา 1437/2510ฎีกา 152/2525ฎีกา 5745/2537ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 3496/2535ฎีกา 7688/2544ฎีกา 1590/2534ฎีกา 1627/2505ฎีกา 2750/2519ฎีกา 561/2495ฎีกา 3193/2534ฎีกา 2526/2531ฎีกา 247/2529ฎีกา 514/2499ฎีกา 629/2510ฎีกา 46-48/2522ฎีกา 2132/2538ฎีกา 1002/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา