คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2510
ป.อาญา ม.335 · ป.วิ.อาญา ม.1
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของทรัพย์มอบทรัพย์สินให้ผู้อื่นถือครองไว้ชั่วคราว โดยที่เจ้าของทรัพย์ยังมิได้สละการครอบครอง ถือว่าผู้นั้นยังคงมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นอยู่ การที่ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นไปโดยทุจริต ถือเป็นการลักทรัพย์
ย่อคำพิพากษา
เงินที่ได้จากการขายข้าวซึ่งโจทก์ร่วมและบิดาทำร่วมกัน เมื่อได้ความว่ายังไม่ได้แบ่งเงินรายนี้ระหว่างคนทั้งสอง จึงต้องถือว่าทั้งบิดาและโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเงินรายนี้ร่วมกันอยู่ ดังนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย
คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้เรียกเอาเงินและทองมาใส่ถุงย่ามเพื่อเป็นสิริมงคลในการที่จำเลยจะทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงได้ห่อธนบัตรจำนวนเงิน 2,006 บาท กับเอาสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทหนึ่งเส้นบรรจุใส่ในกล่องพลาสติกส่งให้จำเลย จำเลยเอาห่อเงินและกล่องบรรจุสายสร้อยดังกล่าวใส่ลงไปในถุงย่ามแล้วลงเรือนไป มีนายประสิทธิและโจทก์ร่วมเดินตามหลัง ระหว่างเดินกันไปทางบ้านใหม่ของโจทก์ร่วมเพื่อจะทำพิธี จำเลยล้วงเอาห่อธนบัตรนั้นไปเสีย จึงเห็นได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ เพราะโจทก์ร่วมเจ้าของทรัพย์ยังมิได้สละการครอบครองให้จำเลย เขาเพียงแต่ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นการชั่วคราว ดังนี้ การที่จำเลยเอาห่อธนบัตรนั้นไป ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.1 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๐๘ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบังอาจลักธนบัตร รวม ๒,๐๐๖ บาทนางกัลญา ส้อยบาง ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕ กับขอให้ใช้ราคาทรัพย์
นายโฮก พัวพันธ์ จำเลยให้การปฏิเสธ
นางกัลญา ส้อยบาง ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ลักเอาเงินนั้นไปจริง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือนและให้จำเลยใช้เงิน ๒,๐๐๖ บาทแก่เจ้าทรัพย์
จำเลยอุทธรณ์ว่า เงิน ๒,๐๐๖ บาทเป็นของนายเอกบิดานางกัลญา ตามค่าเบิกความนางกัลญา ฉะนั้น นางกัลญาจึงไม่ใช่เจ้าทุกข์ พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เงินรายนี้เป็นเงินขายข้าวที่นายเอกและนางกัลญาทำร่วมกัน ยังไม่ได้แบ่งกัน นางกัลญาในฐานะเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงมีสิทธิที่จะเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีติดตามเอาคืนมาได้ และศาลอุทธรณ์เชื่อเป็นความจริงว่าจำเลยเป็นผู้ลักเงินรายนี้จริง พิพากษายืน
จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า นางกัลญาไม่ใช่ผู้เสียหาย และคดีเป็นเรื่องยักยอก ไม่ใช่ลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแตกต่างกับฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เงินจำนวน ๒,๐๐๖ บาทนี้จะเป็นเงินได้มาจากการขายข้าวที่นายเอกกับนางกัลญาทำร่วมกัน แต่ก็ได้ความว่ายังไม่ได้แบ่งเงินรายนี้ร่วมกัน นางกัลญาจึงเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยเรียกเอาเงินและทองมาใส่ถุงย่าม เพื่อเป็นสิริมงคลในการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ของนางกัลญา นางกัลญาจึงได้ห่อธนบัตรจำนวนเงิน ๒,๐๐๖ บาท และเอาสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทหนึ่งเส้นบรรจุใส่ในกล่องพลาสติกส่งให้จำเลย จำเลยเอาห่อเงินและกล่องบรรจุสายสร้อยดังกล่าวใส่ลงในถุงย่ามแล้วลงเรือนไป มีนายประสิทธิและนางกัลญาเดินตามหลัง ระหว่างเดินกันไปทางบ้านใหม่ของนางกัลญาเพื่อจะทำพิธีจำเลยล้วงเอาห่อธนบัตรไปเสีย เห็นได้ว่าเป็นการลักทรัพย์เพราะนางกัลญาเจ้าของทรัพย์มิได้สละการครอบครองให้จำเลย เขาเพียงแต่ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นการชั่วคราว ดังนั้น การที่จำเลยเอาห่อธนบัตรนั้นไป จึงเป็นการลักทรัพย์หาใช่ยักยอกดังจำเลยกล่าวอ้างไม่ พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2510
อัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์
นางกัลญา ส้อยบาง โจทก์ร่วม
นายโฮก พัวพันธ์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดลพบุรี · โจทก์ร่วม - นางกัลญา ส้อยบาง · ล. - นายโฮก พัวพันธ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เชื้อ คงคากุล · วิเชียร เศวตรุนทร์ · เนิ่น กฤษณะเศรนี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลพบุรี - นายล้วน นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา