⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 824/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีดุลยพินิจในการสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 หากไม่สั่งจำหน่าย ศาลต้องชี้ขาดตัดสินคดีตามมาตรา 133

ย่อคำพิพากษา

อำนาจสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา132 นั้น กฎหมายให้อำนาจศาลไว้เพื่อใช้ตามสมควรแก่กรณี ไม่ใช่บังคับว่าจะต้องจำหน่ายคดีเสมอไป ถ้าศาลใช้ดุลยพินิจไม่สั่งจำหน่ายก็ต้องชี้ขาดตัดสินไปตามประมวลกฎหมายวิพิจารณาความแพ่งมาตรา 133 หมายเหตุ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว สังประทับฟ้องให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยหากขัดข้องให้แถลงศาลภายใน 3 วัน โจทก์ไม่ได้รายงานเหตุขัอข้องตามที่ศาลสั่ง ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาศาลฎีการับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.133 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ออกเช็คให้โจทก์ ๒ ฉบับ โจทก์ได้นำเช็คนั้นไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเช็ค ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง หมายเรียกจำเลยมาแก้คดี ให้โจทก์นำส่งหมายเรียกแก่จำเลยภายใน ๗ วัน หากส่งหมายเรียกแก่จำเลยไม่ได้ก็ให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบภายใน ๓ วัน นับแต่วันที่ส่งหมายเรียกแก่จำเลยไม่ได้ ปรากฏตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ ของนายรวมสำเนียง นักการผู้ส่งหมายรายงานว่าได้ไปส่งหมายให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๐๙ แต่ไม่พบจำเลย ส่งหมายให้ไม่ได้ ผู้นำส่งได้รายงานต่อศาลเพื่อจัดการต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๐๙ ว่า "ฯลฯ ฝ่ายโจทก์จำเป็นต้องมารายงานงานผลของการส่งหมายไม่ได้ต่อศาลภายใน ๓ วันคือวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ เป็นอย่างช้า แต่โจทก์มิได้มารายงานผลของการส่งหมายตามที่ศาลสั่งไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีนี้ต่อไป โดยโจทก์ทิ้งฟ้อง จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์เสีย" ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๐๙ นั้นเอง ความว่าโจทก์ได้นำพนักงานส่งหมายให้จำเลยแล้วแต่จำเลยไม่อยู่บ้าน ส่งหมายให้ไม่ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายให้จำเลยอีกครั้งหนึ่ง หากส่งไม่ได้หรือไม่มีผู้ยอมรับหมายแทนก็ขอให้มีคำสั่งปิดหมายไว้ ณ ที่อยู่ของจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ว่า " คำร้องนี้เพิ่งมาผ่านศาลในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ แต่คำร้องลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๐๙ ทั้ง ๆ ที่สำนวนนี้อยู่กับเจ้าหน้าที่เก็บสำนวนจึงไม่รับเป็นคำร้องรวมให้ยกคำร้องเสีย" โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ อีกว่าการที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น ความจริงโจทก์ไม่ได้จงใจทิ้งฟ้อง โจทก์ได้นำส่งหมายเรียกให้แก่จำเลยภายในกำหนด ๗ วัน ตามคำสั่งศาล แต่ตามระเบียบของกองหมายโดยปกติโจทก์เพียงแต่ได้เซ็นชื่อมอบหมายให้นักการไปส่งให้จำเลยเท่านี้นที่โจทก์จะรู้ว่าส่งหมายให้จำเลยได้หรือไม่ก็เมื่อได้ทราบรายงานของนักการที่รายงานต่อศาล ซึ่งโจทก์เพิ่งทราบเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ เมื่อทราบแล้วก็ได้ยื่นคำร้องในวันที่ ๑๑ เดือนเดียวกันนั้น โจทก์มิได้จงใจทิ้งฟ้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั้งเดิม ให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งว่า "ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาล ให้ยกคำร้องนี้เสีย" โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนั้นว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยเคร่งครัด มิได้จงใจเพิกเฉยหรือทิ้งฟ้อง คำสั้งศาลชั้นต้นนั้นไม่ชอบ ขอใ้หสั่งกลับให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยมาดำเนินคดีต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาดคีแล้ว คดีมีปัญหาว่ากรณีเช่นนี้จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอันควรให้จำหน่ายคดีเสียหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เรื่องนี้แม้จะปรากฏว่าโจทก์มายื่นคำร้องรายงานการส่งหมายเมื่อพ้นกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นสั่งไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะจำหน่ายคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๓๒ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ก็ตาม แต่อำนาจสั่งจำหน่ายคดีนั้นกฎหมายให้อำนาจศาลไว้เพื่อใช้ตามควรแก่กรณี ไม่ใช่บังคับว่าจะต้องจำหน่ายคดีเสมอไป ศาลย่อมต้องพิจารณาตามควรแก่การพฤติการณ์ ซึ่งถ้าศาลใช้ดุลยพินิจไม่สั่งจำหน่ายคดี กรณีก็ต้องชี้ขาดตัดสินไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่ได้ความในคดีนี้ยังไม่สมควรที่จะจำหน่ายคดีโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนในผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2510 ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยนายบรรเจิด อิงศรีสวัสดิ์ โจทก์ พันตำรวจเอกสำเริง วรร+ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยนายบรรเจิด อิงศรีสวัสดิ์ · จำเลย - พันตำรวจเอกสำเริง วรร+
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิคม ชัยอาญา · ยง เหลืองรังษี · ทองคำ จารุเหติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - นายลออง จุลกะเคียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 477/2491ฎีกา 3191/2532ฎีกา 7980/2551ฎีกา 4810/2542ฎีกา 6025/2538ฎีกา 2665/2515ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 2018/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 1337/2533ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 8366/2557ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 668/2481ฎีกา 185/2566ฎีกา 866/2518ฎีกา 1477/2500
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา