⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 928/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะทำได้เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีจำนวนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 2. การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองปรปักษ์นั้น ต้องกระทำภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครอง

ย่อคำพิพากษา

คู่กรณีพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินราคา 15,000 บาท ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาล 437.50 บาท เห็นได้ว่าเรียกค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 17,500 บาท (ราคาที่ดินรวมกับค่าเสียหาย) จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จำเลยเข้าไปปลูกห้องแถวในที่พิพาทโดยไม่ได้อาศัยสิทธิจากโจทก์แต่อย่างใดเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ถือได้ว่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกคืนภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันถูกแย่งครอบครอง โจทก์หมดสิทธิฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ภริยาจำเลยที่ ๒ ได้ขอแบ่งซื้อที่ดินของโจทก์โดยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าที่ดินของโจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๕ แล้วจำเลยก็ได้เข้าทำการปลูกสร้างห้องแถวที่ดินของโจทก์ เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน โจทก์ได้ทวงถามเรื่องเงินค่าซื้อที่ดิน จำเลยกลับขอผัดผ่อนไม่สิ้นสุด เป็นการผิดสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยสู้ว่าไม่เคยขอแบ่งซื้อที่ดินโจทก์ ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ เป็นที่หวงห้าม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นายบุญช่วย เขื่อนขันธ์ และนางอนงค์ เขื่อนขันธ์ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ การที่จำเลยเข้าปลูกสร้างห้องแถวในที่พิพาทได้ก็เพราะจำเลยที่ ๑ ได้ขอซื้อที่นั้นจากโจทก์ แต่แล้วไม่ชำระค่าที่ดินจนโจทก์บอกเลิกไม่ยอมขายที่ดินรายนี้ให้ต่อไป พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ตาย นางอนงค์โจทก์ร่วมขอเข้ารับมรดกความ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นทีสาธารณะประโยชน์แต่เป็นที่ของโจทก์ครอบครอง จำเลยได้ขอซื้อจากโจทก์จริง พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คู่กรณีพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินราคา ๑๕,๐๐๐ บาทศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาล ๔๓๗.๕๐ บาท เห็นได้ว่าเรียกค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ ๑๗,๕๐๐ บาท (ราคาที่ดินรวมกับค่าเสียหาย) จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่พิพาทยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จำเลยเข้าไปปลูกห้องแถวอยู่ในที่พิพาทโดยไม่ได้อาศัยสิทธิโจทก์แต่อย่างใด เป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ไม่ฟ้องเรียกคืนภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันถูกแย่งครอบครอง โจทก์หมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2510 นายเหลือ เขื่อนขันธ์ โจทก์ นายบุญช่วย เขื่อนขันธ์ นางอนงค์ เขื่อนขันธ์ โจทก์ร่วม นางหล่ำ บุญมี 1 นายงึ้น บุญมี ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเหลือ เขื่อนขันธ์ · โจทก์ร่วม - นายบุญช่วย เขื่อนขันธ์ นางอนงค์ เขื่อนขันธ์ · จำเลย - นางหล่ำ บุญมี 1 นายงึ้น บุญมี ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายประสม ศรีเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายประสม เภกะสุต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 2938/2519ฎีกา 825/2509ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 142/2530ฎีกา 2290/2535ฎีกา 5911-5913/2533ฎีกา 1783/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา