คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ชายหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส หากมีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้น ถือเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน และเมื่อจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ทรัพย์สินดังกล่าวจะกลายเป็นสินสมรส.
ย่อคำพิพากษา
การที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส. แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็หากระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีพิงได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่
ในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกับจำเลยปฏิบัติต่อกัน เช่นผู้ร้องไปทำมาค้าขายโดยตนเอง ส่วนจำเลยเลี้ยงบุตรเป็นแม่บ้าน และผู้ร้องออกเงินซื้อที่ดินปลูกตึกและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดิน แล้วผู้ร้องจำเลยกับบุตรก็เข้าอยู่ด้วยกันตลอดมา ก็เป็นการแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของผู้ร้องและจำเลยร่วมกัน ทั้งมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของในทรัพย์พิพาทโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าบรรดาทรัพย์ที่ผู้ร้องหรือจำเลยหามาได้ระหว่างนั้น แม้จะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ไม่สำคัญก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกันและเมื่อผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์ทั้งหมดโดยเฉพาะทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องและจำเลยเท่าๆกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้เดิมโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ซึ่งมีที่ดินปลูกบ้านหนึ่งแปลงกับสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีจำเลยร้องขัดทรัพย์ว่า เป็นสินบริคณห์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ถอนการยึด โจทก์มาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกสินบริคณห์คือที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกเป็นส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่ง ฯลฯ
ผู้ร้องคัดค้านว่าเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องฝ่ายเดียว จำเลยไม่มีส่วนเป็นเจ้าของด้วย
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้แบ่งแยก
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสแม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ก็หากระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่ โดยเฉพาะคดีนี้ แม้ในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกับจำเลยได้ปฏิบัติต่อกันเช่นที่ผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ไปทำมาค้าขายโดยตนเอง ส่วนจำเลยเลี้ยงบุตรเป็นแม่บ้านและผู้ร้องออกเงินซื้อที่ดินปลูกตึกและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดิน แล้วผู้ร้องจำเลยกับบุตรก็เข้าอยู่อาศัยด้วยกันตลอดมาก็เป็นการแสดงอยู่ว่า ผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของผู้ร้องและจำเลยร่วมกัน ทั้งมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของในทรัพย์พิพาทโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่าบรรดาทรัพย์ที่ผู้ร้องหรือจำเลยหามาได้ระหว่างนั้น แม้จะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ไม่สำคัญ ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทั้งสองมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกันและเมื่อผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์ทั้งหมดโดยเฉพาะทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องและจำเลยเท่า ๆ กัน
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2512
นางส้มลิ้ม เมืองยศ โจทก์
นางสวยพริ้ง สีไพบูลย์ จำเลย
นายเยาฮะ แซ่ม้า ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางส้มลิ้ม เมืองยศ · จำเลย - นางสวยพริ้ง สีไพบูลย์ · ผู้ร้อง - นายเยาฮะ แซ่ม้า |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แถม สิริสาลี · กิตติ สีหนนทน์ · อาจิต ไชยาคำ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงราย - นายทองพูน โคตรศรีเมือง · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา