คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลรับทรัพย์สินไปเพื่อขายต่อโดยมีสิทธิกำหนดราคาขายเองได้ แต่ต้องส่งมอบเงินที่ขายได้ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน ถือเป็นการครอบครองทรัพย์สินโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญา ไม่ใช่การครอบครองในฐานะตัวแทน และการไม่ส่งมอบเงินที่ขายได้ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน เป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง เว้นแต่จะมีการเบียดบังทรัพย์สินนั้นไปโดยทุจริต จึงจะเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยรับทรัพย์ไปจากโจทก์ร่วมก็เพื่อหวังจะเอาไปขายหากำไรอีกต่อหนึ่ง จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องทำการขายตามคำสั่งของโจทก์ร่วมจำเลยจะขายเกินราคาหรือต่ำกว่าราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้ก็ทำได้เพียงแต่ว่าเมื่อขายได้แล้ว ต้องส่งราคาแก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดกันไว้เท่านั้น การครอบครองทรัพย์ของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงมิใช่ครอบครองทรัพย์ในฐานตัวแทนโจทก์ร่วม หากแต่ครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่โจทก์ร่วมกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกันเมื่อจำเลยบิดพลิ้วไม่ส่งเงินที่ขาย ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นทั้งโจทก์ก็สืบไม่ได้ว่าจำเลยได้เบียดบังตัวทรัพย์ไว้โดยทุจริต จึงหาใช่เป็นการผิดทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายชะอุ่ม ทศสิน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันครอบครองเครื่องเพชรเครื่องทองรูปพรรณตามบัญชีท้ายฟ้องรวมราคา ๑๖๗,๐๕๐ บาท ของนายไพรัตน์ เฮงตระกูลสิน จำเลยกับนายชะอุ่ม ทศสิน ได้ร่วมกันเบียดบังเอาเครื่องเพชรเครื่องทองรูปพรรณทั้งหมดที่ครอบครองไว้เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒
นายไพรัตน์ เฮงตระกูลสิน ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่ง พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ร่วมฎีกา
คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายไพรัตน์ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร้านค้าเครื่องทองเครื่องเพชร จำเลยได้ติดต่อค้าขายกับโจทก์ร่วมมานาน โดยรับเครื่องทองเครื่องเพชรของโจทก์ร่วมเอาไปขายขึ้นราคาตามความพอใจของจำเลย ถ้าขายได้สูงกว่าราคาที่กำหนด จำเลยก็ได้กำไรเพราะของเหล่านั้นได้กำหนดราคากันไว้ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยแล้วถ้าของสิ่งใดขายไม่ได้ จำเลยก็ไม่ขาดทุน เพราะนำของกลับมาคืนโจทก์ร่วมได้ วันเกิดเหตุจำเลยได้รับของต่าง ๆ จากโจทก์ร่วมไปจริงและยังไม่ได้ชำระราคาให้ ทั้งของเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่ที่จำเลยแล้วเพราะจำเลยขายไปหมด
ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติในเชิงค้าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องซื้อเชื่อ และจำเลยก็หาใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมไม่การที่จำเลยรับทรัพย์ไปจากโจทก์ร่วมก็เพื่อหวังจะเอาไปขายหากำไรอีกต่อหนึ่ง จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องทำการขายตามคำสั่งของโจทก์ร่วมจำเลยจะขายเกินราคาหรือต่ำกว่าราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้ก็ทำได้เพียงแต่ว่าเมื่อขายได้แล้วต้องส่งราคาแก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดกันไว้เท่านั้น การครอบครองทรัพย์ของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงมิใช่ครอบครองทรัพย์ในฐานตัวแทนโจทก์ร่วม หากแต่ครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่โจทก์ร่วมกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อจำเลยบิดพลิ้วไม่ส่งเงินที่ขายก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ทั้งโจทก์ก็สืบไม่ได้ว่าจำเลยได้เบียดบังตัวทรัพย์ไว้โดยทุจริต จึงหาใช่เป็นการผิดทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2513
ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์
นายไพรัตน์ เฮงตระกูลสิน โจทก์ร่วม
นางจันทรา ทิศสิน หรือเกตุกมล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · โจทก์ร่วม - นายไพรัตน์ เฮงตระกูลสิน · จำเลย - นางจันทรา ทิศสิน หรือเกตุกมล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถาวร หุตะโกวิท · ชลอ บุปผเวส · จรัญ อิศระ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายเสนอ ศรนิยม · ศาลอุทธรณ์ - นายวัฒนา ชิตวารี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา