⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1980/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1980/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของทรัพย์สินรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของผู้เช่า ถือเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าห้องพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 แม้โจทก์ร่วมจะเอาไปให้เช่าช่วง เมื่อการเช่าช่วงไม่มีหลักฐานการเช่า ก็ต้องถือว่าโจทก์ร่วมยังเป็นผู้ครอบครองห้องพิพาทนั้นอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ถือโอกาสให้ผู้เช่าช่วงอยู่ออกไปจากห้องพิพาทโดยโจทก์ร่วมไม่ทราบแล้วช่วงชิงใส่กุญแจห้องมิให้โจทก์ร่วมเข้าใช้ห้องพิพาท ถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 ประมวลกฎหมายอาญา (อ้างฎีกาที่ 1/2512)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ อัยการเป็นโจทก์และนางเซ้ง จุลเทศ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๑ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยได้ร่วมกันเข้าไปในตึกแถวห้องเลขที่ ๔๒๑/๔ อันเป็นอสังหาริมทรัพย์อยู่ในความครอบครองของนางเซ้ง จุลเทศ เพื่อถือการครอบครองนั้นทั้งหมดอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลพญาไท อำเภอพญาไท จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า โจทก์ร่วมเช่าห้องพิพาทจากจำเลยที่ ๑ มาแล้วผิดสัญญาเอาไปให้เช่าช่วง จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเช่าและให้ผู้เช่าช่วงออกจากห้องพิพาทไปแล้วจึงให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เข้าไปเฝ้าดูแลรักษาและใส่กุญแจห้องพิพาทไว้ เป็นการกระทำไปโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเข้าไปปกปักรักษาทรัพย์สินโดยสุจริต จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ทำตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เพราะเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ ๑ มีอำนาจสั่งได้ในฐานะเป็นเจ้าของขาดเจตนาบุกรุกพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เช่าห้องพิพาทและยังไม่ได้ส่งมอบคืนแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ครอบครองห้องพิพาทเพื่อใช้ประโยชน์ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ใส่กุญแจห้องไม่ให้โจทก์ร่วมเข้าไปใช้ประโยชน์ ย่อมเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของโจทก์ร่วมเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีเจตนาบุกรุก พิพากษาแก้ ว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕(๓) ให้ปรับ ๑,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ต่อมาขอถอนฎีกา ศาลฎีกาสั่งอนุญาต จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าห้องพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์ร่วมเอาห้องพิพาทไปให้นางสาวปรียา ภัณฑาทอง เช่าช่วง แต่ในทะเบียนสำมะโนครัวห้องรายนี้ยังมีชื่อนางสาวจันทนีบุตรโจทก์ร่วมเป็นผู้อยู่อาศัย ในระหว่างที่นางสาวปรียาเช่าช่วงอยู่ จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่นว่าห้องพิพาทว่างขอย้ายเข้าไปเป็นผู้อยู่อาศัยแล้วต่อมาจำเลยที่ ๑ ก็บอกเลิกสัญญาเช่าห้องพิพาทรายนี้ไปยังโจทก์ร่วม อ้างว่าเอาไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต และแจ้งไปยังนางสาวปรียาให้ออกไปจากห้องเช่าอ้างว่าเลิกสัญญากับโจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมตอบไปว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิเลิกสัญญาส่วนนางสาวปรียาว่า จะออกไปเมื่อสิ้นเดือนมกราคม ๒๕๑๑ ครั้นวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๑ เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ไปบอกนางสาวปรียาว่าจำเลยจะเข้าอยู่ในห้องพิพาท เมื่อนางสาวปรียากลับจากธุระคืนนั้น ๒๒.๐๐ นาฬิกา ปรากฏว่าเด็กรับใช้ของนางสาวปรียาขนของออกไปไว้ห้องข้าง ๆ และมอบกุญแจให้จำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นคนของจำเลยที่ ๑ มานอนเฝ้าห้องพิพาทแล้วใส่กุญแจไว้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองห้องพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ มาแต่ต้น การให้นางสาวปรียาเช่าช่วงต่อก็ไม่มีหลักฐานการเช่าต่อกัน ดังปรากฏตามคำนางสาวปรียาชั้นสอบสวน นางสาวปรียาจึงเป็นแต่ผู้อยู่ในห้องพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมยังเป็นผู้ครอบครองห้องพิพาท หากจำเลยที่ ๑ เห็นว่าโจทก์ร่วมทำผิดสัญญาเช่า ไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทต่อไป จำเลยที่ ๑ ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน หามีอำนาจที่จะปิดห้องที่โจทก์ครอบครองโดยพลการไม่ ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่ถือโอกาสเลือกใสให้นางสาวปรียาออกจากห้องเช่าโดยโจทก์ร่วมไม่ทราบ แล้วช่วงชิงใส่กุญแจห้องมิให้โจทก์ร่วมเข้าใช้ห้องพิพาทดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ ๑/๒๕๑๒ ระหว่างนางคุ่น แซ่ปัง โจทก์ นายวิโรจน์ วังตาล จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยที่ ๑ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1980/2514 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายเซ้ง จุลเทศ โจทก์ร่วม นายธนิสร์ จิตรบำรุง ที่ 1 นายบุญส่ง ยอดวงษ์ ที่ 2 นายวรวิทย์ จิตรบำรุง ที่ 3

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นายเซ้ง จุลเทศ · 3 - นายธนิสร์ จิตรบำรุง ที่ 1 นายบุญส่ง ยอดวงษ์ ที่ 2 นายวรวิทย์ จิตรบำรุง ที่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษณ์ โสภิตกุล · ประสม เภกะสุต · ถนอม ครูไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายพิศิษฏ์ เทศะบำรุง · ศาลอุทธรณ์ - นายเวท ชพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6630/2556ฎีกา 624/2524ฎีกา 1310/2513ฎีกา 2314/2529ฎีกา 5274/2531ฎีกา 363/2518ฎีกา 15717/2553ฎีกา 7958/2555ฎีกา 3664-3665/2534ฎีกา 3081/2524ฎีกา 1811/2530ฎีกา 4069/2536ฎีกา 290/2543ฎีกา 5471/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 1898/2505ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5543/2534ฎีกา 18654/2555ฎีกา 214/2524ฎีกา 1699/2529ฎีกา 1936/2522ฎีกา 435/2535ฎีกา 489/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา