⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2211/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ไม้ที่แปรรูปเป็นแผ่นกระดานหนาเพื่อปูพื้นเรือโป๊ะโดยปูอย่างหยาบๆ มีช่องว่างระหว่างแผ่น ไม่ได้ไสกบให้เรียบร้อย และทำไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ถือเป็นไม้แปรรูป ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ไม้ของกลางเป็นไม้สักแปรรูปเป็นแผ่นกระดานหนานำมาปูพื้นเรือโป๊ะ ขนาดใหญ่การปูปูเอาไว้หยาบๆเพียงให้หัวไม้และท้ายไม้ต่อชนกัน ไม่ได้ทำให้เข้ากันให้สนิทและยังมีช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ห่างกันมาก ไม่ได้ไสกบตบแต่งให้เรียบร้อย ทั้งลักษณะของไม้ก็เป็นไม้ที่ใหม่สดใช้ตะปูตีตอกทุกแผ่น โดยไม่เปิดช่องไว้สำหรับวิดน้ำเลยแสดงว่าทำไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังนี้ไม้ของกลางจึงไม่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ตามความหมายในมาตรา 4(4) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯต้องถือว่าเป็นไม้แปรรูป ศาลล่างพิพากษายกฟ้องด้วยข้อกฎหมาย โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตรงข้ามกับศาลล่าง และเห็นว่าโจทก์จำเลยได้นำสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม.4 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม.17 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.48 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.73

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. แปรรูปเป็นไม้กระดานจำนวน ๘๙ แผ่น ปริมาตรเนื้อไม้๔.๓๗ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งอำพรางปูบนเรือโป๊ะ ๒ ลำ โดยมิได้มีเจตนาทำไว้เพื่ออยู่อาศัยและประกอบกับตัวเรือโป๊ะอย่างจริงจัง แต่ทำไว้เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘, ๗๓, ๗๔ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๗ ประกาศกระทรวงเกษตร เรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และขอให้ริบไม้ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีว่า ไม้ที่โจทก์ฟ้องเป็นไม้กระดานปูท้องเรือของนางจรูญที่จำเลยควบคุมมา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ไม้ของกลางไม่ใช่ไม้แปรรูปตามคำจำกัดความของไม้แปรรูปตามมาตรา ๔ ข้อ ๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม้ของกลางมีสภาพเป็นเครื่องใช้ประจำเรือไม่ใช่ไม้แปรรูปดังโจทก์ฟ้อง พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมาว่า สภาพของไม้ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุตินั้นมิใช่ไม้ที่ประกอบเป็นสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมาย ยังเป็นไม้แปรรูปตามกฎหมายอยู่ จำเลยไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาที่ว่า ไม้ของกลางยังเป็นไม้แปรรูปตามกฎหมายอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนมาแล้วว่า ไม้ของกลางที่เจ้าพนักงานจับยึดมาดำเนินคดีนี้ ปูเป็นพื้นท้องเรือโป๊ะ ๒ ลำ เป็นเรือมีเครื่องยนต์ลำหนึ่ง ไม่มีเครื่องยนต์ลำหนึ่ง กับไม้ที่ไม่ได้ปูพื้นท้องเรืออีกลำละแผ่น เรือทั้งสองลำเป็นเรือขนาดใหญ่ ตัวเรือยาว ๑๖ เมตรกว้าง ๔.๕๕ เมตร คงเรือวางห่างกัน ๑ ฟุตตลอดทั้งลำ ไม้ที่ใช้ทำกงเรือหนาขนาด ๑ นิ้ว ด้านในเรือมีไม้ติดกับกงเรือด้านละสองแผ่น ใช้น็อตอัดติดกับกงเรือ ไม้ของกลางที่ปูเป็นพื้นเรือนั้น ปูเต็มพื้นท้องเรือทั้งสองลำวัดความยาวได้ ๑๔.๒๓ เมตร กว้าง ๓.๘๐ เมตร ไม้ที่ปูเป็นไม้หนาขนาด ๑ นิ้วไม้ที่วางเป็นคานวางห่างกัน ๖๐ เซนติเมตร เรือลำที่ไม่มีเครื่องยนต์มีไม้คานทั้งหมด ๑๗ แผ่น ไม้ปูพื้นทั้งหมด ๓๐ แผ่น ไม้ปูพื้นเป็นไม้หน้ากว้าง๑๐ นิ้ว ไม้พื้นตีตะปูติดกับคานทุกแผ่น ใช้ตะปูขนาด ๓ นิ้ว เรือลำที่มีเครื่องยนต์มีไม้ปูพื้นทั้งหมด ๒๖ แผ่น คาน ๑๕ ตัว ปูลักษณะเดียวกับไม้พื้น มีตะปูตีติดกับไม้คาน ไม้ของกลางที่ปูเป็นพื้น เป็นไม้ใหม่ ไม่มีรอยไสกบ เห็นคลองเลื่อยชัดเจนปูพอให้หัวไม้ต่อชนกัน แต่เข้ากันไม่สนิท ส่วนไม้อีก ๒ แผ่นเป็นไม้หนา ๓-๔ นิ้วยาว ๔ วาเศษ กว้าง ๒๕-๓๐ เซนติเมตร เป็นไม้ใหม่มีรอยเส้นบรรทัดตีไว้ ดังนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม้ของกลางเป็นไม้สักหนา การปูก็ปูเอาไว้เพียงหยาบ ๆ เพียงให้หัวไม้และท้ายไม้ต่อชนกัน ไม่ได้ทำให้เข้ากันให้สนิทและยังมีช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ห่างจากกันมาก ไม่ได้ไสกบตบแต่งให้เรียบร้อยทั้งลักษณะของไม้ก็เป็นไม้ที่ใหม่สด และใช้ตะปูตีตอกทุกแผ่นโดยไม่เปิดช่องว่างไว้สำหรับวิดน้ำเลย แสดงว่าทำไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายส่วนไม้สักอีก ๒ แผ่นที่ติดเรือมาลำละแผ่นก็เห็นว่าไม่ใช่ไม้ที่สมควรจะใช้เป็นสะพานทอดสำหรับเดินขึ้นหรือลงเรือ เพราะตามปกติย่อมจะใช้ไม้เนื้อแข็งชนิดอื่นและไม้นี้ยังเป็นไม้ใหม่มีรอยเส้นบรรทัดตีไว้ ไม้ของกลางทั้งหมดจึงไม่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ตามความหมายในมาตรา ๔(๔)แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ ต้องถือว่าเป็นไม้แปรรูปตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม้ของกลางทั้งหมดอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ประจำเรือ ไม่ใช่ไม้แปรรูปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แม้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ไม้ของกลางยังเป็นไม้แปรรูปตามกฎหมายอยู่ก็ตาม การที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ก็จะต้องได้ความว่าจำเลยเป็นผู้มีไม้แปรรูปนั้นไว้ในครอบครองเพราะจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้ว่า ไม้ของกลางเป็นไม้กระดานปูท้องเรือของนางจรูญที่จำเลยควบคุมมา แต่ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นผู้มีไม้ไว้ในครอบครองหรือไม่นี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดมา แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยชี้ขาดก่อน ในประเด็นข้อนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่า ไม้ของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒จึงต้องมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๑ โจทก์นำสืบไม่ได้ความว่า มีส่วนเป็นเจ้าของไม้ของกลางรายนี้ด้วยแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงคนถือท้ายควบคุมเรือที่บรรทุกไม้มา จึงยังไม่มีความผิด พิพากษาแก้ ว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘, ๗๓ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๗ ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้มีกำหนด ๑ ปี กับปรับ๑๐,๐๐๐ บาท คำรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวน มีประโยชน์แก่การพิจารณาปรานีลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย ๘ เดือน กับปรับ ๖,๖๖๖.๖๖ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖หากไม่ชำระค่าปรับก็ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙และ ๓๐ ไม้ของกลางให้ริบนอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2515 พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นายลำจวน ดาบเพชร ที่ 1 นายสายัณ เจียกใจ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร · จำเลย - นายลำจวน ดาบเพชร ที่ 1 นายสายัณ เจียกใจ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสม เภกะสุต · รัตน์ ศรีไกรวิน · สนับ คัมภีรยส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายอุดม เฟื่องฟู · ศาลอุทธรณ์ - นายสนิท บริรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1483/2503ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 5679/2553ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 218/2555ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 1498/2548ฎีกา 1211/2536ฎีกา 3604/2533ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2826/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา