คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตาย สัญญาเช่าเป็นอันระงับไป หากไม่มีการทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือต่อกัน การเช่าจะไม่มีผลผูกพันและผู้เช่าจะไม่มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินนั้นต่อไป
ย่อคำพิพากษา
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อสามีจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารของโจทก์ตาย สัญญาเช่าอาคารพิพาทก็เป็นอันระงับไป แม้หลังจากนั้นโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทและรับเงินค่าเช่าอาคารพิพาทจากจำเลยทุกเดือนแต่มิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และโจทก์มิได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่าอาคารพิพาทให้จำเลย จึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อโจทก์ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จำเลยจะยกการเช่าขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ไม่ได้และถือว่าจำเลยอยู่ในอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในอาคารพิพาทของโจทก์ ต่อไปโจทก์ฟ้องขอให้ศาลขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทได้ทันที เพราะไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้ให้บอกกล่าวจำเลยก่อนฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า สามีจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาเช่าอาคารของโจทก์จากโจทก์มีกำหนด ๑ ปี ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว โจทก์และสามีจำเลยมิได้ทำสัญญาเช่าต่อ แต่โจทก์อนุญาตให้สามีจำเลยอยู่ในอาคารพิพาทต่อไป ต่อมาสามีจำเลยตายสัญญาเช่าอาคารพิพาทจึงระงับไป โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยซึ่งอยู่ในห้องพิพาทโดยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ออกจากอาคารพิพาท แต่จำเลยไม่ออกจากอาคารพิพาทอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า สามีจำเลยได้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์จริงตามฟ้อง แต่หลังจากสามีจำเลยตายแล้ว จำเลยได้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ ต่อมา หนังสือของทนายความเป็นการเตือนธรรมดา และมิได้แสดงว่าได้มอบอำนาจแก่กัน เป็นการบอกกล่าวโดยไม่มีอำนาจและไม่เป็นการบอกเลิกการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งจำเลยมิได้ผิดสัญญาเช่า
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทและให้ส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท จนกว่าจำเลยจะออกจากอาคารพิพาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ว่าหลังจากสามีจำเลยตายแล้ว จำเลยคงอยู่ในอาคารพิพาท และเสียค่าเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาทตลอดมาแต่ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากัน และโจทก์มิได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่าให้จำเลยเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากอาคารพิพาท
ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า ดังนั้นเมื่อสามีจำเลยตายสัญญาเช่าอาคารพิพาทก็เป็นอันระงับไป แม้หลังจากที่สามีจำเลยตายแล้ว โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทและรับเงินค่าเช่าอาคารพิพาทจากจำเลยทุกเดือน แต่การเช่าอาคารพิพาทมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และโจทก์มิได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่าอาคารพิพาทให้จำเลยจึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อโจทก์ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจำเลยจะยกการเช่าขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ไม่ได้ (อ้างฎีกาที่ ๔๑๕/๒๕๐๑) และถือว่าจำเลยอยู่ในอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในอาคารพิพาทของโจทก์ต่อไป โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทได้ทันที เพราะไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้ให้จำต้องบอกกล่าวจำเลยก่อนฟ้อง (อ้างฎีกาที่ ๓๙๐/๒๕๐๖) ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า การบอกเลิกการเช่าของทนายโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2517
นายพรสิทธิ์ โลห์จรัสศิริ โจทก์
นางจันทร์เพ็ญ วจนะวิชากร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายพรสิทธิ์ โลห์จรัสศิริ · จำเลย - นางจันทร์เพ็ญ วจนะวิชากร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล วัลยะเพ็ชร์ · ดวง ดีวาจิน · ธานินทร์ กรัยวิเชียร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวีระ ภูศรี · ศาลอุทธรณ์ - นายธวัช สิทธิชัย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา