คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2517
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) ม.9, 10
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ หรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามกฎหมายได้
ย่อคำพิพากษา
ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางพิพากษาให้จำคุกจำเลยซึ่งมีอายุ17 ปีเศษ แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมแทนคดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำอยู่แล้ว เพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องโทษทั่วไป ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยแทนการฝึกอบรม ดังนี้ เป็นการที่จำเลยกล่าวอ้างว่าพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ควรที่จะได้มีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ หรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 63 จึงควรที่ศาลจะได้ฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนที่จะพิจารณาสั่งว่าสมควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.340 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2506 ม.9 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2506 ม.10 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.32 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2506 ม.11 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.27 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.63 🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.340 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องหาว่า ร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกอีกคนหนึ่งที่หลบหนีใช้มือรัดคอ ชกต่อย และใช้เหล็กหลาวแทงทำร้ายนายสงบ ศรีชวนะ แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์รวมราคา 5,250 บาท ของผู้เสียหายไป ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางพิจารณาแล้วฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11ข้อ 14 จำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ ลงโทษโดยลดมาตราส่วนโทษ 1 ใน 3ตามมาตรา 76 แล้ว เป็นโทษจำคุก 12 ปี คำรับชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตาม มาตรา 78คงจำคุก 8 ปี พิจารณาประวัติและความประพฤติของจำเลยแล้วให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ชั้นสูงจนกว่าจำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 31, 32 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2506 มาตรา 9, 10ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2515 คดีถึงที่สุดแล้ว
ต่อมาเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2516 ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง รายงานต่อศาลขอให้เพิ่มเวลาฝึกอบรม เพราะจำเลยที่ 1 ไม่พยายามรับการฝึกอบรม แต่ได้ร่วมกันหนีจากสถานกักและอบรม ตามนัยมาตรา 27 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2506 มาตรา 11ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2516 ให้เพิ่มกำหนดเวลาที่ต้องฝึกอบรมขึ้นเป็นกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี 6 เดือน ขั้นสูงคงเดิม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2506มาตรา 11
ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางว่า จำเลยถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำอยู่แล้ว และเพื่อจำเลยจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องโทษทั่วไปขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยแทนการฝึกอบรม ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยจะมายื่นคำร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ให้ยกคำร้อง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ขอให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาจากการฝึกอบรมเป็นโทษจำคุก
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชนพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการที่ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นส่งตัวไปฝึกอบรมเป็นวิธีการที่มากว่าโทษจำคุกอยู่แล้ว คดีไม่มีพฤติการณ์ใดเปลี่ยนแปลงอันจะเป็นเหตุสมควรเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาให้ตามที่จำเลยที่ 1ขอ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง
จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาเช่นเดียวกับในชั้นอุทธรณ์
ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วที่จำเลยที่ 1 ร้องขอให้ศาลลงโทษจำคุกแทนการฝึกอบรมตามคำพิพากษาภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 63จะกระทำได้ต่อเมื่อความปรากฏแก่ศาลโดยศาลทราบเอง หรือจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ หรือคณะกรรมการพินิจคุ้มครองเด็กหรือผู้ปกครองโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรมว่า พฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปการที่จำเลยที่ 1 ร้องต่อศาลว่าจำเลยถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำแทนการฝึกอบรม เป็นการกล่าวอ้างว่าพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นนั้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงและเหตุผลจะเป็นดังที่จำเลยอ้างในคำร้องหรือไม่ ยังไม่ได้ความตามทางพิจารณาหรือมีรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจในเรื่องนี้เลยจึงควรที่ศาลจะได้ฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนพิจารณาสั่งว่าสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยไปทีเดียวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ 1 ก่อนแล้วทำคำสั่งใหม่ตามควรแก่กรณี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2517
พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์
นายสมชัย ไกรนุชนาถ ที่ 1 นายไพศาล แซ่เจ้ง ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายสมชัย ไกรนุชนาถ ที่ 1 นายไพศาล แซ่เจ้ง ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สงวน สิทธิไชย · สัญชัย สัจจวานิช · สุมิตร ฟักทองพรรณ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา