⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 293/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 293/2518

ป.พ.พ. ม.37, 38, 1479 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.283, 287, 288

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกล้างสัญญาค้ำประกันที่ภริยากระทำไว้โดยสามีมีผลทำให้สัญญาค้ำประกันนั้นในส่วนที่ผูกพันสินสมรสตกเป็นโมฆะ แต่ยังสมบูรณ์ในส่วนที่ผูกพันสินส่วนตัวของภริยา หากเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับชำระหนี้เอาจากสินสมรสของภริยา จะต้องร้องต่อศาลให้แยกสินสมรสก่อนจึงจะนำยึดส่วนของภริยาเพื่อชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นสามีได้บอกล้างสัญญาค้ำประกันซึ่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาทำไว้กับโจทก์แล้ว ย่อมมีผลทำให้สัญญาค้ำประกันนั้นในส่วนที่ผูกพันสินบริคณห์ตกเป็นโมฆะ แต่ยังสมบูรณ์อยู่เฉพาะในส่วนที่ผูกพันสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โจทก์จะต้องบังคับชำระเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 หากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2ไม่มีหรือมีไม่พอ และโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้เอาจากส่วนของจำเลยที่ 2 ในสินบริคณห์ โจทก์ต้องร้องต่อศาลให้แยกสินบริคณห์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องเสียก่อนแล้วจึงนำยึดส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้โจทก์จะนำยึดสินบริคณห์ก่อนขอแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.283 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.37 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.38 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1479 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1483 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1487

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.283 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.37 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่นา ๑ แปลงโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ที่นาดังกล่าวมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจงการครอบครองที่ดิน ผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่พิพาทเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ กู้ไปจากโจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอม สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆียะผู้ร้องทราบเรื่องและได้บอกล้างสัญญาค้ำประกันทันที สัญญาค้ำประกันย่อมตกเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันสินบริคณห์ โจทก์ให้การว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ โจทก์อาจบังคับคดีจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้บอกล้างสัญญาค้ำประกันผู้ร้องมีสิทธิเพียงร้องขอให้กันส่วนของตนในทรัพย์พิพาทออกเท่านั้น ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยฟังว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส โจทก์มีสิทธินำยึดทรัพย์พิพาทได้ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์จะยึดทรัพย์พิพาทอันเป็นสินบริคณห์ก่อนขอแยกออกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นจะเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟัง เป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๔) ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ย่อมนำยึดขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องเป็นสามี ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้กันส่วนที่เป็นของผู้ร้องไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นสามีได้บอกล้างสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นภริยาทำไว้กับโจทก์แล้วย่อมมีผลทำให้สัญญาค้ำประกันในส่วนที่ผูกพันสินบริคณห์ตกเป็นโมฆะ แต่ยังสมบูรณ์อยู่เฉพาะในส่วนที่ผูกพันสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ เพราะหญิงมีสามีนั้นในส่วนที่เกี่ยวด้วยสินส่วนตัว ย่อมมีฐานะอย่างบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะ เป็นแต่เมื่อไม่ได้รับอนุญาตของสามี หาอาจทำการอันใดอันหนึ่งที่ผูกพันสินบริคณห์ได้ไม่เท่านั้น ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ ๒ จะต้องใช้หนี้ด้วยสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ใช้จากสินบริคณห์ที่เป็นส่วนของตนฉะนั้นในการบังคับชำระหนี้ โจทก์จะต้องบังคับชำระเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ จะนำยึดสินบริคณห์มาบังคับชำระหนี้หาได้ไม่ เพราะหนี้ของจำเลยที่ ๒ ไม่ผูกพันสินบริคณห์หากสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ไม่มีหรือมีไม่พอและโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้เอาจากส่วนของจำเลยที่ ๒ ในสินบริคณห์โจทก์ต้องร้องขอต่อศาลให้แยกสินบริคณห์ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับผู้ร้องออกเป็นส่วนของจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียก่อนอันมีผลให้ส่วนของจำเลยที่ ๒ ที่แยกออกนั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์มีสิทธินำยึดเพื่อบังคับชำระหนี้ โจทก์จะนำยึดสินบริคณห์ก่อนขอแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗, ๓๘, ๑๔๗๙, ๑๔๘๓, ๑๔๘๗) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 293/2518 นายม้วย นาคำ โจทก์ นายจันทร์ บุดาสาธรรม ผู้ร้องขัดทรัพย์ นายสังข์ พรมมา ที่1, นางบิว บุดาสาธรรม ที่2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายม้วย นาคำ · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายจันทร์ บุดาสาธรรม · ล. - นายสังข์ พรมมา ที่1, นางบิว บุดาสาธรรม ที่2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จันทร์ ระรวยทรง · สุเมธ ทิพยมนตรี · สุมิตร ฟักทองพรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายวินัย กันนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายชุบ วีระเวคิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1461/2540ฎีกา 782/2487ฎีกา 619/2514ฎีกา 1212/2510ฎีกา 2387/2537ฎีกา 14202/2555ฎีกา 1299/2530ฎีกา 2059/2511ฎีกา 399/2534ฎีกา 1367/2492ฎีกา 1238/2497ฎีกา 2882/2536ฎีกา 262/2472ฎีกา 2026/2560ฎีกา 2877/2517ฎีกา 1009/2507ฎีกา 5716/2551ฎีกา 431/2508ฎีกา 6384/2538ฎีกา 4546/2530ฎีกา 1151-1152/2503ฎีกา 2830/2536ฎีกา 719/2499ฎีกา 2524/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา