คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2519
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาพยานหลักฐานของผู้เสียหายในคดีก่อนที่ไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีนี้ จะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุมาเบิกความเพราะตามหาตัวไม่พบ ดังนี้ จะถือเอาคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวในคดีเรื่องก่อนมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่ เพราะการพิจารณาสืบพยานผู้เสียหายในคดีก่อนไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีนี้ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172ได้บัญญัติไว้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวก 3 คนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2517ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดไปแล้ว บังอาจสมคบร่วมกันมีอาวุธบุกรุกเข้าไปในบ้านเรือนอันเป็นอสังหาริมทรัพย์และเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายกัน วงษ์เจริญแล้วใช้กำลังประทุษร้ายใช้ปืนจ่อจี้เด็กหญิงบัวทิพย์ วงษ์เจริญ และนางสาวสำอางค์ บุ้งทอง โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ทำการค้าเอาทรัพย์สินภายในบ้านดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข จำเลยกับพวกขู่เข็ญบังคับเด็กหญิงบัวทิพย์และนางสาวสำอางค์พาออกจากบ้านไปยังกลางทุ่งนา อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองจนสำเร็จความใคร่ของจำเลยกับพวกทุกคน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 310, 362, 364, 365, 83, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 2 และ 7
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 310, 364, 365, 83, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 2 และ 7 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุกฐานบุกรุก 6 เดือน ฐานทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเรา 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวสำอางค์ บุ้งทองและเด็กหญิงบัวทิพย์ วงษ์เจริญผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุมาเบิกความเพราะตามหาตัวไม่พบ คงมีแต่นายกัน วงษ์เจริญมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า รุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุเวลาบ่ายโมงนายกันได้ทราบจากภรรยาว่ามีคนร้ายขึ้นไปขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองที่บนบ้านในคืนเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เอาอะไรไป ต่อมาเวลาบ่ายสองโมงเศษผู้เสียหายทั้งสองได้เล่าให้ฟังว่าจำเลยบุกรุก หน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสอง เห็นว่านายกันไม่รู้เห็นเอง ผู้เสียหายมิได้เล่าให้นายกันทราบในโอกาสแรกที่ได้พบกันทั้งคำบอกเล่าของผู้เสียหายตามคำเบิกความของนายกันก็ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับคนร้าย ซึ่งมีอยู่หลายคนนั้นว่าคนใดกระทำต่อผู้เสียหายคนใด ในขณะเกิดเหตุอย่างไร จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ที่นางสาวสำอางค์เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2517 ของศาลชั้นต้นว่านายกาง ใจดี นายติ๋ม เปลื่องกระโทกและนายสำอางค์ โนรี จำเลยตามสำนวนคดีดังกล่าวกับนายประมวลเป็นคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสำอางค์นั้น เห็นว่าจะถือเอาคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าว ในคดีเรื่องก่อนมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่ เพราะการพิจารณาสืบพยานผู้เสียหายในคดีก่อนไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีนี้ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ได้บัญญัติไว้ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดคดีนี้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2519
อัยการนครนายก โจทก์
นายประมวล จักตรี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการนครนายก · จำเลย - นายประมวล จักตรี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพโรจน์ ไวกาสี · รื่น วิไลชนม์ · ประเสริฐ วราภรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา