คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2484/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ได้ก่อน ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ก็ต่อเมื่อได้มีการสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว
ย่อคำพิพากษา
ในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยนำพยานเข้าสืบเสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ต่อไป ต่อจากนั้นศาลจึงจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน
พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวหาว่า ฉุดคร่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเสียจากความปกครองดูแลของ ผ. ซึ่งเป็นผู้ปกครอง โดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยจำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลได้เรียกผู้เสียหายมาสอบถาม ผู้เสียหายแถลงว่าตนเองเต็มใจไปกับจำเลยเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยา โดยมิได้มีการฉุดคร่าแต่อย่างใด โจทก์แถลงขอสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ ดังนี้ คดียังไม่มีการสืบพยาน คำแถลงของผู้เสียหายไม่ใช่คำพยานที่ได้มาจากการนำสืบ และโจทก์หาได้ยอมรับไม่ เพราะโจทก์ยังติดใจสืบพยานอื่นอยู่อีกการที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก ๒ คน ได้บังอาจร่วมกันฉุดคร่าพรากนางสาวโสภา คำแก้ว ผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปจากความปกครองของนางสาวผิว คำแก้ว ผู้ปกครอง โดยนางสาวโสภา คำแก้ว ไม่เต็มใจไปด้วยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ ข้อ ๑๒
จำเลยให้การปฏิเสธ
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลได้เรียกนางสาวโสภา คำแก้ว ผู้เสียหายไปสอบถาม นางสาวโสภาผู้เสียหายแถลงว่าตนเองเต็มใจไปกับจำเลย เพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากัน โดยมิได้ถูกฉุดคร่าแต่อย่างใด ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสและขณะนี้มีบุตรกับจำเลยหนึ่งคน โจทก์แถลงขอสืบพยานต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่าการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีก และคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าคดีฟังได้ว่า นางสาวโสภา คำแก้ว ได้ยินยอมไปกับจำเลย เพื่ออยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยสมัครใจ คดีจึงขาดองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลย และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยนำพยานเข้าสืบ เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ต่อไป ต่อจากนั้นศาลจึงจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยาน คำแถลงของผู้เสียหายไม่ใช่คำพยานที่ได้มาจากการนำสืบและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะวินิจฉัยและรับฟังเป็นยุติ เพราะโจทก์ยังติดใจสืบพยานอยู่ ดังนั้น การที่ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยจากคำแถลงของผู้เสียหายว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นจึงยังไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2484/2520
พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์
นายสำราญ นวลละออง ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · ล. - นายสำราญ นวลละออง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พัลลภ สังโขบล · ประภาศน์ อวยชัย · ชลูตม์ สวัสดิทัต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายประศาสน์ ศิงฆมานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเธียร เจริญวัฒนา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา