⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 982/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 982/2520

ป.อาญา ม.310 · ป.วิ.อาญา ม.39

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การยอมความในคดีอาญาที่ยอมความได้ เมื่อคู่ความตกลงเลิกคดีกันแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไป 2. การยอมความที่มีเงื่อนไข หากจำเลยผิดเงื่อนไข โจทก์ต้องฟ้องคดีใหม่ ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีที่ระงับไปแล้วได้

ย่อคำพิพากษา

ในคดีความผิดอันยอมความได้ ปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจที่จำเลยอ้างเป็นพยานว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้นำโจทก์ไปพบจำเลยและต่างได้พูดจากกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจเอาความต่อกัน ในชั้นพิจารณาโจทก์แถลงต่อศาลว่า ตามข้อตกลงที่จะเลิกคดีมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 จะต้องไม่คุกคามพระในวัดต่อไป แต่หลังจากนั้นได้มีการรุกรานอีกเป็นการผิดข้อตกลง ดังนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างตกลงยอมความกันโดยตรงเลิกคดีกันแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ตั้งแต่วันที่ยอมความกัน ในการยอมความที่มีเงื่อนไข หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โจทก์จะต้องดำเนินคดีกับจำเลยเป็นคดีใหม่ แต่หามีสิทธิรื้อฟื้นคดีที่ยุติแล้วมาฟ้องจำเลยอีกไม่ เพราะสิทธิการฟ้องคดีของโจทก์ระงับไปแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ โดยจำเลยที่ ๕ เรียกโจทก์ให้ไปพบจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๔ เรียกโจทก์ให้ไปพบจำเลยที่ ๑ และพูดขู่ว่าถ้าไม่ไปจะเจ็บตัว โจทก์จึงจำต้องยอมไปพบจำเลยที่ ๑ ที่วัดผ่องพลอยวิริยาราม แล้วจำเลยที่ ๑ ข่มขืนใจโจทก์ให้ขึ้นรถยนต์ไปวัดธรรมมงคล ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าอาวาส โดยมีจำเลยทั้งห้าควบคุมโจทก์ไป และจำเลยที่ ๑ ได้สั่งให้จำเลยที่ ๓ เอาโซ่ล่ามโจทก์ไว้ที่วัดธรรมมงคลทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดธรรมมงคลและวัดผ่องพลอยวิริยาราม และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้ความอนุเคราะห์เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยแก่โจกท์ และละเว้นการช่วยทุกข์บำรุงสุขซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสตามพระธรรมวินัยโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๘๔,๙๑,๓๐๙,๓๑๐,๑๕๗ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วประทับฟ้องเฉพาะข้อกล่าวหาจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ นอกนั้นให้ยก ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ ๒ ปากแล้วศาลสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำให้การชั้นสอบสวนในสำนวนการสอบสวนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อ้างเป็นพยาน โจทก์แถลงว่าตามข้อตกลงที่จะเลิกคดีนี้มีเงื่อนไขอยู่ คือ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลและวัดผ่องพลอยวิริยาราม (จำเลยที่ ๑ ที่ ๔) จะต้องไม่คุกคามพระในวัดผ่องพลอยวิริยารามต่อไป แต่ปรากฏว่าหลังจากตกลงแล้วได้มีพระจากวัดธรรมมงคลมารุกรานอีก ดังที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน โจทก์เห็นว่าฝ่ายจำเลยผิดข้อตกลงจึงดำเนินคดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรค ๑ เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์และจำเลยต่างตกลงยุติข้อพิพาทต่อกันแล้ว แม้ต่อมาจะปรากฏว่าจำเลยผิดเงื่อนไขมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิรื้อฟื้นคดีที่ยุติลงแล้วมาฟ้องจำเลยอีก เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่พอวินิจฉัย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเรื่องการยอมความปรากฏในคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทธนู หอมหวน ในสำนวนการสอบสวนว่า พันตำรวจโทธนูกับพวกนำโจทก์กับพวกไปพบจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ที่วัดธรรมมงคล โจทก์และจำเลยต่างพูดจากันจนเป็นที่พอใจแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจเอาความต่อกัน คำให้การดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อ้างเป็นพยาน เมื่อศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ก็แถลงว่า ตามข้อตกลงที่จะเลิกคดีมีเงื่อนไขอยู่คือ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลและวัดผ่อนพลอยวิริยารามจะต้องไม่คุกคามพระในวัดผ่องพลอยวิริยารามต่อไป แต่หลังจากตกลงแล้วได้มีพระจากวัดธรรมมงคลมารุกรานอีก ฝ่ายจำเลยผิดข้อตกลงจึงดำเนินคดีนี้ จากคำแถลงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ต่างตกลงยอมความกันโดยตรงเลิกคดีกันแล้ว สิทธิการนำคดีมาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ตั้งแต่วันที่ยอมความกันแม้จะฟังว่าในการยอมความจะมีเงื่อนไขและจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่โจทก์แถลง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะดำเนินคดีกับจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่พระวัดธรรมมงคลมารุกรานโจทก์เป็นคดีใหม่ โจทก์ไม่มีสิทธิรื้อฟื้นคดีที่จำเลยทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายซึ่งยุติแล้วมาฟ้องจำเลยอีก เพราะสิทธิการฟ้องคดีของโจทก์ระงับไปแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 982/2520 พระประภาส นกแก้ว โจทก์ พระญาณวิริยาจารย์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พระประภาส นกแก้ว · ล. - พระญาณวิริยาจารย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สอน ไชยสุต · เพียร ศรีอรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสวัสดิ์ รอดเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนอ ศรนิยม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4022/2558ฎีกา 1656/2512ฎีกา 1514/2532ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 2532/2523ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 6241/2538ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 4903/2562ฎีกา 2927/2540ฎีกา 214/2494ฎีกา 169/2490ฎีกา 2444/2521ฎีกา 2083/2539ฎีกา 7283-7285/2540ฎีกา 1604-1605/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา