⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1856/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญากำหนดเวลาในการปฏิบัติตามสัญญาไว้เป็นสารสำคัญ และฝ่ายหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ฝ่ายที่เสียหายย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) จากจำเลย โดยโจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินพิพาทเพื่อเอาไปขายให้แก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ใช่ต้องการซื้อไว้ใช้เอง ซึ่งจำเลยก็รู้ความประสงค์ของโจทก์แล้ว การเอาไปขายต่อแก่มหาวิทยาลัย อันเป็นส่วนราชการเช่นนี้ ที่ดินต้องมีหลักฐาน น.ส. 3 และ ทางมหาวิทยาลัยจะต้องตั้งงบประมาณภายในกำหนดและการซื้อขายก็ต้องดำเนินการให้ทันงบประมาณ โจทก์จำเลยจึงตกลงกันว่า จำเลยจะต้องออก น.ส. 3 ของที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 90 วันนับแต่วันทำสัญญา หากไม่สามารถออกได้ภายในกำหนด โจทก์ก็ไม่ซื้อ เหตุแห่งการ ออกน.ส. 3 จึงเป็นข้อสารสำคัญและเจตนาของคู่สัญญาประสงค์ที่จะถือเอากำหนดเวลาในการออก น.ส. 3 เป็นสารสำคัญแห่งสัญญา ฉะนั้น เมื่อจำเลยยอมตกลงแต่ไม่อาจจัดการให้สำเร็จได้ตามสัญญา เวลาเป็นสารสำคัญแก่ผลประโยชน์ที่โจทก์จะพึงได้รับด้วยการส่งมอบ น.ส. 3 ณ เวลาที่มีกำหนดซึ่งหากล่าช้าย่อมเป็นการไร้ประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำค่าที่ดินที่รับไว้ให้โจทก์ แม้การออก น.ส. 3 จะล่าช้าไม่ทันตามกำหนด เวลาและเป็นเหตุให้โจทก์เลิกสัญญา แต่ความประสงค์ของโจทก์ต้องการซื้อที่ดินไปเสนอขายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อหากำไร จึงได้กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 4 ว่า หากผู้จะขายผิดสัญญาฉบับนี้ตามที่กำหนดกัน ไว้ผู้จะขายยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้จะซื้อเป็นเงินสองเท่าของค่าที่ดินที่ซื้อขายกันนี้ทั้งหมด ทั้งสองแปลง เมื่อได้ความในภายหลังว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินสองแปลงนี้แล้ว แม้จำเลยขอออก น.ส. 3 ทันตามกำหนดสัญญา โจทก์ก็ไม่อาจขายที่ดินสองแปลงนี้เพื่อหากำไรได้ โจทก์จึงไม่เสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.216 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.380 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.388 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มอบอำนาจให้นายโสภณบุตรชายทำสัญญาขายที่ดิน พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้าง ในที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๙๘ เนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ ๓ งาน ๒๔ วา ในราคาไร่ละ ๒๕,๐๐๐ บาท และจำเลยให้สัญญาว่าจำเลยจะขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ส. ๓) สำหรับที่ดิน ๒ แปลงนี้ จากทางราชการให้เสร็จเรียบร้อย ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันทำสัญญาและจำเลยจะต้องส่งมอบหนังสืบรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส. ๓) หรือสำเนาให้แก่ โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่จำเลยได้รับ (น.ส. ๓) จากทางราชการ กำหนดชำระเงินในวันทำสัญญา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะจ่ายชำระให้ภายใน ๒ ปี หรือเมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดิน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายที่ดินท้ายฟ้อง โจทก์ได้ชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยตามสัญญาในวันทำสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมขอรับหนังสือการรับรองทำประโยชน์(น.ส. ๓) มาให้โจทก์ยึดถือไว้ภายในกำหนด จำเลยเพิกเฉยเป็นเวลา ๑ ปีเศษ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. ๓) แก่โจทก์ หลายครั้งแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ครั้งสุดท้าย โจทก์ได้มอบให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยรับหนังสือบอกกล่าวแล้ว การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ดินไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒ เท่า ของค่าที่ดินที่ซื้อขายกัน และจำเลยต้องคืนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ด้วย รวมเป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท จึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยใช้เงินค่าเสียหายให้โจทก์รวม ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่า จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ โดยเมื่อทำสัญญาแล้ว วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ จำเลยก็ได้ยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดินประเภทขายที่ดินและยืนคำขอรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงต่อที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๖ จำเลยได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๔ มีจำนวนเนื้อที่ ๖๖ ไร่ ๒ งาน ซึ่งเป็นเนื้อที่ส่วนใหญ่ตามสัญญา และได้ส่งมอบให้โจทก์ถูกต้องตามสัญญาแล้ว ส่วนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๓ นั้น เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่า ที่ดินแปลงนี้ทำการสำรวจรังวัด ทำแผนที่ลำบากเป็นที่ดินติดภูเขา มีลำห้วยลำธารคั่นกลาง ต้องแบ่งทำเป็น ๓ แปลง จึงเป็นเหตุให้ล่าช้าไม่ทันกำหนด และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ตกลงขยายเวลาให้โดยให้รอเจ้าหน้าที่ทำให้เสร็จก่อนจึงส่งให้โจทก์ เพราะเป็นที่ดินแปลงเนื้อที่น้อย ต่อมาเดือนสิงหาคม ๒๕๑๖ จำเลยได้นำรูปแผนที่ของที่ดินโดยสังเขปตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๓ ไปให้โจทก์เซ็นรับ เพื่อทำการโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่เซ็นและบอกว่า ให้ผ่านเดือน พฤศจิกายน ๒๕๑๖ ไปก่อน จำเลยจึงปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เหตุที่ล่าช้าเป็นเหตุสุดวิสัยนอก เหนืออำนาจของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยและไม่มีสิทธิเรียกมัดจำคืน โจทก์เป็นเพียงนายหน้าที่ต้องการนำที่ดินของจำเลยไปเสนอขายให้แก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลังจากวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ งบประมาณชะงักไป โจทก์จึงไม่สามารถขายได้ ครั้นจวนจะครบ ๒ ปี ซึ่งจะต้องทำการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินโดยโจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินที่เหลือ ทั้งหมดให้จำเลย จึงได้หาเหตุมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ในระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่กรรม นางเพลินพิศ ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอนุญาต ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) เลขที่ ๒๓ และเลขที่ ๒๔ เนื้อที่รวมกันประมาณ ๑๐๓ ไร่ จากจำเลยในราคาไร่ละ ๒๕,๐๐๐ บาท โดยสัญญาระบุว่าจำเลยจะต้องขอและรับ หนังสือการรับรองทำประโยชน์(น.ส. ๓) สำหรับที่ดินทั้ง ๒ แปลง จากทางราชการให้เรียบร้อยภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันลงชื่อในสัญญา และจำเลยจะต้องส่งมอบหนังสือการรับรองทำประโยชน์(น.ส. ๓) หรือสำเนาให้แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่วันได้หนังสือการรับรองทำประโยชน์(น.ส. ๓) จากทางราชการเพื่อให้โจทก์ถือไว้ ในวันทำสัญญาโจทก์ได้จ่ายเงินค่าที่ดินเป็นมัดจำการซื้อขายที่ดินนี้ให้แก่จำเลยเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินที่เหลือจะชำระให้จำเลยภายใน กำหนด ๒ ปี นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินเป็นของโจทก์เรียบร้อยแล้ว รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.๔ ปรากฏว่า ที่ดินที่ซื้อขายกันตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๓ ได้ออก น.ส. ล่วงเลยกำหนดเวลา ๙๐ วัน ตามสัญญาไปแล้วหลายเดือน ส่วนที่ดินตามส.ค. ๑ เลขที่ ๒๔ ออก น.ส. เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ภายใน ๙๐ วัน แต่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เพิ่งได้รับ น.ส. ๓ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๖ ซึ่งทันกำหนด ๙๐ วันไปเดือนเศษ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ได้ความ จากคำเบิกความของโจทก์ประกอบกับคำเบิกความนายเชื่อมพยานโจทก์ว่า ความประสงค์ของโจทก์ในการซื้อที่ดินรายนี้ ก็เพื่อเอาไปขายให้แก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ใช่ต้องการซื้อไว้ใช้เอง ซึ่งจำเลยเองก็รับในข้อนี้ จำเลยก็รู้ความประสงค์ของโจทก์แล้ว เพื่อเอาไปขายต่อแก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งการเอาไปขายแก่มหาวิทยาลัยอันเป็นส่วนราชการเช่นนี้ ที่ดินต้องมีหลักฐาน น.ส. ๓ และ ทางมหาวิทยาลัยจะต้องตั้งงบประมาณภายในกำหนดและการซื้อขายก็ต้องดำเนินการให้ทันงบประมาณ โจทก์เบิกความว่า ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ ได้ตกลงกันว่า จำเลยจะต้องออก น.ส. ๓ ของที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันทำสัญญา หากไม่สามารถออกได้ภายในกำหนด โจทก์ก็ไม่ซื้อ เพราะมหาวิทยาลัยตั้งงบประมาณไม่ทัน และเวลานี้มหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่ซื้อแล้ว ความข้อนี้จำเลยหาได้นำสืบปฏิเสธไม่ จึงต้องฟังว่า โจทก์จำเลยตกลงกันเช่นนั้นจริง และด้วยที่โจทก์จำเลยตกลงกันว่าหากโจทก์ขายให้มหาวิทยาลัยได้ราคาเกินกว่า ที่ตกลงกันโจทก์จะเพิ่มราคาให้จำเลยอีก ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยรู้กันว่า การซื้อขายที่ดินรายนี้ก็เพื่อประโยชน์ที่โจทก์จะได้กำไร และจำเลยจะได้ราคาเพิ่มขึ้น จากราคาที่ตกลงขายให้โจทก์ เหตุแห่งการ ออกน.ส. ๓ จึงเป็นข้อสารสำคัญก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน (เอกสารหมาย จ.๔) ราว ๔ เดือน นายโสภณได้ไปสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินว่า จะเปลี่ยน ส.ค. ๑เป็น น.ส. ๓ จะต้องใช้เวลานานเท่าไร เจ้าพนักงานที่ดินว่า ๙๐ วัน และต่อมาก่อนยื่นเรื่องราวขอทำการรังวัดออก น.ส. ๓ หนึ่งวัน โจทก์และนายโสภณยังได้ไปสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินอีก นายสำเริงเจ้าพนักงานที่ดินพยานจำเลยว่า หากไม่มีอุปสรรคภายใน ๙๐ วันก็เสร็จ จากนั้น โจทก์และนายโสภณ จึงได้กลับมาทำสัญญากัน ทั้งวันนั้นเมื่อโจทก์จำเลยลงชื่อรับรู้ในสัญญายังได้พูดย้ำถึงเรื่องขอให้ออก น.ส. ๓ ภายในกำหนด ๙๐ วันด้วยอีก พฤติการณ์เช่นว่านี้ แสดงว่าเจตนาของคู่สัญญาประสงค์ที่จะถือเอากำหนดเวลาในการออก น.ส. ๓ เป็นสารสำคัญแห่งสัญญา เพราะโจทก์ต้องเอาที่ดินไปเสนอขายให้มหาวิทยาลัยให้ทันงบประมาณ มิฉะนั้นแล้ว โจทก์ก็จะไม่สมัครใจเข้าทำสัญญาผูกพันด้วย กำหนดเวลาในการออก น.ส. ๓ ให้ทันตทมกำหนดที่ตกลงกันในข้อสัญญาจึงเป็นข้อสารสำคัญในสัญญา ไม่ใช่ระบุเพื่อเร่งรัดหรือเตือนจำเลย ดังความเห็นศาลอุทธรณ์ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาในสัญญา จำเลยเพิ่งส่ง น.ส. ๓ สำหรับที่ดินแปลงเลขที่ ๒๔ ให้โจทก์รับเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๖ และที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ขยายเวลาการส่งมอบ น.ส. ๓ จากสัญญาต่อไปอีกนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่ เลื่อนลอย ฉะนั้น เมื่อจำเลยยอมตกลงแต่ไม่อาจจัดการให้สำเร็จได้ตามสัญญา เวลาเป็นสารสำคัญแก่ผลประโยชน์ที่โจทก์จะพึงได้รับด้วยการส่งมอบ น.ส. ๓ ณ เวลาที่มีกำหนดซึ่งหากล่าช้าย่อมเป็นการไร้ประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๘ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำค่าที่ดินที่รับไว้ให้โจทก์ ส่วนในเรื่องค่าสินไหมทดแทนอันเป็นเบี้ยปรับในกรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตามสัญญาข้อ ๔ นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วทางพิจารณาได้ความชัดเจนว่า ที่ดินเฉพาะแปลง ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๓ เมื่อโจทก์และนายโสภณทำสัญญากันแล้ว จำเลยได้ไปขอให้เจ้าพนักงานออก น.ส. ๓ และยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายที่ดิน แต่หากขัดข้องด้วยเหตุที่ดินติดภูเขาและลำห้วย ต้องใช้เวลาในการสำรวจนาน ทำให้การออก น.ส. ๓ ล่าช้าไม่ทันกำหนดเวลา และเป็นเหตุให้โจทก์เลิกสัญญา แต่ความประสงค์ของโจทก์ต้องการซื้อที่ดินไปเสนอขายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อหากำไร จึงได้กำหนดไว้ในสัญญาข้อ ๔ ว่า หากผู้จะขายผิดสัญญาฉบับนี้ตามที่กำหนดกัน ไว้ผู้จะขายยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้จะซื้อเป็นเงินสองเท่าของค่าที่ดินที่ซื้อขายกันนี้ทั้งหมด ทั้งสองแปลง เมื่อได้ความในภายหลังว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินสองแปลงนี้แล้ว แม้จำเลยขอออก น.ส. ๓ ทันตามกำหนดสัญญา โจทก์ก็ไม่อาจขายที่ดินสองแปลงนี้เพื่อหากำไรได้ โจทก์จึงไม่เสียหาย ข้อสำคัญอยู่ที่ข้อฎีกาประกอบคำขอท้ายฎีกาของโจทก์ว่า ถ้าเห็นว่า จำเลยได้ต้องรับผิดใช้ค่าปรับก็ขอได้โปรดพิจารณาให้จำเลยคืนค่าที่ดินด้วย แสดงว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำค่าที่ดิน ที่ได้ชำระไปแล้วยิ่งกว่า ที่จะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามข้อสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้จำเลยคืนเงินมัดจำค่าที่ดินที่รับไว้ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2523 นายสมัย จินตกานนท์ โจทก์ นายชรินทร์ สุวรรณจุณี โดยนางเพลินพิศ สุวรรณจุณี ผู้รับมรดกความ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมัย จินตกานนท์ · จำเลย - นายชรินทร์ สุวรรณจุณี โดยนางเพลินพิศ สุวรรณจุณี ผู้รับมรดกความ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · จรัญ สำเร็จประสงค์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสำเนียง ด้วงมหาสอน · ศาลอุทธรณ์ - นายสมหาย มณีรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1217/2530ฎีกา 3796/2540ฎีกา 7022/2552ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 1471/2542ฎีกา 2753/2523ฎีกา 2821/2522ฎีกา 8688/2551ฎีกา 770/2486ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3414/2541ฎีกา 6239/2551ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 8021/2549ฎีกา 4192/2536ฎีกา 615/2531ฎีกา 233/2536ฎีกา 7051/2540ฎีกา 131/2489
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา