⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 528/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บิดาที่รู้เห็นยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ขับรถ แม้จะเคยห้ามปรามและเก็บกุญแจไว้ ก็ไม่อาจหักล้างความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ได้ การกระทำละเมิดของบุตรผู้เยาว์ที่ขับรถไปซื้อของตามคำสั่งของบุคคลอื่น ไม่ถือเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบุคคลนั้นต่อบุคคลที่สาม บุคคลนั้นจึงไม่ต้องร่วมรับผิด.

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาจะเคยห้ามปรามจำเลยที่ 1ผู้เป็นบุตรผู้เยาว์ไม่ให้เอารถยนต์ไปใช้ และเก็บลูกกุญแจรถไว้เองโดยเก็บไว้ในที่สูงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บและเคยเอารถออกไปขับ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถหาได้ใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 นำสืบพิสูจน์หักล้างความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถโจทก์ที่ 1 เพราะจะรีบไปซื้อเนื้อตามที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้ไปซื้อและการไปซื้อเนื้อเพื่อทำเนื้อสะเต๊ะขายเป็นกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ก็ตามการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เพราะมิใช่กิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่สาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.429 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์ที่ 1 58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ใช้เงิน 28,017 บาท กับดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบิดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นพี่ภรรยาจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปียังเป็นผู้เยาว์ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เพื่อไปซื้อเนื้อ เมื่อขับมาถึงสี่แยกกองพล 1 ซึ่งมีเครื่องสัญญาณไฟฟ้าควบคุมการเดินรถติดตั้งไว้ได้ชนกับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ในบริเวณสี่แยกนั้น โดยจำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วฝ่าสัญญาณไฟสีแดงให้รถหยุดรอออกไป ส่วนทิศทางที่รถโจทก์ที่ 1แล่นมามีไฟสัญญาณสีเขียวให้ผ่านไปได้ รถโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งโดยสารมาในรถโจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ที่ 1 นี้ ได้ถูกพนักงานอัยการศาลแขวงพระนครเหนือฟ้องต่อศาล และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว รายละเอียดปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2449/2518 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหายไม่เกิน 50,000บาท คดีของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีที่ผู้เยาว์ทำละเมิด บิดามารดาย่อมต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น ดังบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429คดีนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมบ้านเรือนเดียวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 แยกไปอยู่ที่อื่นก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปีแล้ว ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งมีความเกี่ยวพันเป็นญาติกัน โดยจำเลยที่ 3เป็นพี่ภรรยาจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เคยห้ามปรามไม่ให้จำเลยที่ 1 เอารถไปใช้และเก็บลูกกุญแจรถไว้เองโดยเก็บไว้ในที่สูงนั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ก็รู้เห็นว่าลูกกุญแจนี้เก็บไว้ที่ตรงไหนและเคยเอารถออกไปขับ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุตรขับรถ หาได้ใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลไม่ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 นำสืบพิสูจน์หักล้างความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 สำหรับปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 นั้น แม้จะฟังตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และนายเฉลียว นิ่มเนียม หรือนิ่มน้อยพยานโจทก์ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถโจทก์ที่ 1 นี้ เพราะรีบจะไปซื้อเนื้อตามที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้ไปซื้อ และการไปซื้อเนื้อเพื่อทำเนื้อสะเต๊ะขายเป็นกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เพราะมิใช่กิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่สาม จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2523 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.พรวิษณุกูล กับพวก โจทก์ นายดำรงค์ ดำรงค์หวัง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.พรวิษณุกูล กับพวก · จำเลย - นายดำรงค์ ดำรงค์หวัง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสพิทย์ คังคะเกตุ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · จินดา บุญศิริ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 1472/2506ฎีกา 5523/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 2675/2527ฎีกา 53/2525ฎีกา 735/2491ฎีกา 114/2536ฎีกา 1972/2500ฎีกา 1451/2512ฎีกา 6/2475ฎีกา 597/2534ฎีกา 6320/2541ฎีกา 149/2526ฎีกา 2438/2535ฎีกา 6911/2544ฎีกา 6164/2533ฎีกา 6101/2539ฎีกา 5351/2538ฎีกา 1630/2509ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 158/2509ฎีกา 2489/2528ฎีกา 85/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา