⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2302/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดไปตามนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้นๆ ศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แต่ถ้าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดไปตามนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 (3) (ก) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจถือเอาข้อเท็จจริงตาม คำพิพากษาคดีแพ่งมาผูกพันโจทก์ในคดีอาญาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยศาลชั้นต้นชอบที่จะวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพื่อประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้นเท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดไปตามนั้นได้ ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังว่าเอกสารสัญญากู้ที่จำเลยใช้เป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินกู้จากโจทก์ในคดีแพ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแสดงหลักฐานเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 นั้น เป็น การยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ใน ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193ทวิ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.194 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง คือโจทก์กู้เงินจำเลย ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์และภรรยาลงชื่อในช่องผู้กู้ในแบบพิมพ์สัญญากู้โดยไม่ได้กรอกข้อความและไม่มีผู้ใดลงชื่อในช่องพยาน ต่อมาจำเลยได้กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์สัญญากู้ในช่องจำนวนเงินเป็น ๑๐,๐๐๐ บาทและลงชื่อพยานด้วย ๒ คน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนความจริง แล้วจำเลยนำสัญญากู้ดังกล่าวไปยื่นฟ้องโจทก์ ศาลให้โจทก์ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยทำให้โจทก์เสียหาย และจำเลยได้เบิกความในคดีดังกล่าวอันเป็นเท็จว่าโจทก์ขอกู้เงินจำเลย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้นางสาวจรัสศรี เป็นผู้กรอกข้อความ และนางสาวจรัสศรีลงชื่อเป็นพยานกับนางสาวปราณี ความจริงโจทก์กู้เงินจำเลยเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ และไม่มีพยานลงชื่อ และต่อมาโจทก์นำเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทไปใช้จำเลยแล้ว คำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญทำให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย ทำให้โจทก์เสียหาย และจำเลยบังอาจเสนอสัญญากู้ดังกล่าวอันเป็นเท็จต่อศาลซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญในคดี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๑๗๗, ๑๘๐, ๒๖๔ และ ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมายแต่ศาลอุทธรณ์กลับไปวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิชอบ เห็นว่า กรณีที่มีการอุทธรณ์แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้น ๆ ศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๔ แต่ถ้าปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายศาลอุทธรณ์ก็ยังมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดไปตามนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๓(๓)(ก) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ กรณีคดีนี้เมื่อโจทก์อุทธรณ์อ้างว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจถือเอาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีแพ่งมาเป็นผลให้ผูกพันโจทก์ในคดีอาญาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยศาลชั้นต้นชอบที่จะวินิจฉัยพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพื่อประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จึงเท่ากับโจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าวฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดไปตามนั้นได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เอกสารสัญญากู้ที่จำเลยใช้เป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินกู้จากโจทก์ในคดีแพ่งไม่ใช่เป็นเอกสารปลอม คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าจำเลยแสดงหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีโดยอาศัยข้อกฎหมาย อุทธรณ์โจทก์ที่ขอให้ประทับฟ้องในข้อหานี้จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับไว้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในความผิดฐานแสดงหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งตามฟ้องโจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเอกสารสัญญากู้ที่จำเลยใช้เป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินกู้จากโจทก์ในคดีแพ่งเป็นการเอกสารที่แท้จริง ไม่ใช่เอกสารปลอม แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ เพราะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2527 นายวินัย สะอาดเอี่ยม โจทก์ นางลังเหย อยู่สบาย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวินัย สะอาดเอี่ยม · จำเลย - นางลังเหย อยู่สบาย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นางสาวอัปษร สาธิตคณิตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายทวี น้อมไสว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 280/2530ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4637/2567ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1660/2518ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1948/2520ฎีกา 533/2521ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1193/2510ฎีกา 4636/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา