⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1732/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้รับประกันภัยที่ได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิในการฟ้องเรียกค่าซ่อมรถจากผู้กระทำละเมิดได้ * การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์บางคน ถือว่าเป็นการพิพากษากลับในคดีเฉพาะโจทก์ผู้นั้น โจทก์ผู้นั้นจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดแยกกันมาเป็นส่วนสัดในสำนวนเดียวกัน โดยโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์มามีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้เพียงโจทก์ที่ 2 ชนะคดี โดยยกฟ้องโจทก์ที่ 1 เสียด้วย ดังนี้ ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสำหรับคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันที่รับประกันภัยไว้แก่ผู้รับซ่อมไป เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยเพื่อประโยชน์ของเจ้าของรถยนต์ผู้เอาประกันภัย จึงได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าซ่อมรถได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.229 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข.ก.๐๗๘๕๗ โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว โดยโจทก์ที่ ๓ เป็นผู้ขับขี่ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ช.ย. ๐๑๓๖๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๒๒ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ โดยประมาทชนรถยนต์คันอื่นพุ่งมาชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ ได้รับความเสียหายเสียค่าซ่อมรวมกับดอกเบี้ยเป็นเงิน ๓๗,๓๘๗ บาท โจทก์ที่ ๑ ออกเงินค่าซ่อมแซมไปแล้วจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้อง รถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ เสื่อมสภาพและโจทก์ที่ ๒ ต้องขาดรายได้ในการใช้รถรวมกับดอกเบี้ยเป็นเงิน ๕๓,๗๕๐ บาทและโจทก์ที่ ๓ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียค่ารักษาพยาบาลกับค่าขาดประโยชน์รวมดอกเบี้ยแล้วเป็นเงิน ๑๕,๐๕๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาบังคับ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่าโจทก์ที่ ๑ สมยอมจ่ายค่าซ่อมแซมรถไปโดยรู้ว่าไม่ต้องรับผิด จึงไม่ได้รับช่วงสิทธิและไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่ผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุเกิดจากความประมาทของรถยนต์ฝ่ายโจทก์รถยนต์ของโจทก์เสียหายไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ซ่อมแล้วไม่เสื่อมสภาพและค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๓๔,๗๗๙ บาท และให้โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๒๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ยกฟ้องโจทก์ที่ ๓ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยยกฟ้องโจทก์ที่ ๑ เสียด้วย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ที่ ๑ ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน ๓๗,๓๘๗ บาทซึ่งทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดแยกกันมาเป็นส่วนสัดในสำนวนเดียวกัน เฉพาะโจทก์ที่ ๑ ฟ้องเรียกร้องมามีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ชนะคดี โดยให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๓๔,๗๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ ๑ ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสำหรับคดีเฉพาะโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ ๑ นั้นโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ได้รับช่วงสิทธิจากบริษัทเชสแมนฮัตตันอินเวสเมนท์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยมาฟ้องและโจทก์ที่ ๑ ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุวินาศภัยที่ได้เกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ดังที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว และได้ความว่าบริษัทเชสแมนฮัตตันอินเวสเมนท์ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข.ก.๐๗๘๕๗ บริษัทเชสแมนฮันตตันอินเวสเมนท์ จำกัด จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข.ก.๐๗๘๕๗ การที่โจทก์ที่ ๑ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดขอนแก่น ช.ทวีผู้รับซ่อมไปเป็นเงิน ๓๔,๗๗๙ บาท เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย เพื่อประโยชน์ของบริษัทเชสแมนฮัตตันอินเวสเมนท์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยจึงได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๓๔,๗๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2529 บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด กับพวก โจทก์ นางนวลละออ พูลศิริกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด กับพวก · จำเลย - นางนวลละออ พูลศิริกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต นราลัย · เสนอ ศรนิยม · ประพันธ์ ผลฉาย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายก้าน อันนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายถาวร ตันตราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 1882/2518ฎีกา 825/2509ฎีกา 1660/2518ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 142/2530ฎีกา 2290/2535ฎีกา 5911-5913/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา