คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4763/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมิได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน และมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีพยานต่อศาล ศาลย่อมมีอำนาจไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยานได้
ย่อคำพิพากษา
ฎีกาดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานและว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้ำเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนในวันที่ 6 ธันวาคม 2526 ในวันดังกล่าวเมื่อสืบพยานโจทก์แล้วจำเลยขอสืบพยานในนัดต่อไป พร้อมกับยื่นบัญชีพยานจำเลยต่อศาล โดยทนายจำเลยแถลงว่า ตั้งใจจะยื่นในวันที่ 2 เดือนนั้น แต่ทนายจำเลยติดว่าความจึงลืมยื่น ดังนี้จำเลยมิได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน ทั้งมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตยื่นบัญชีพยานตามมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลย่อมอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยานมิได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้เงินตามเช็คจำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายและทำสัญญาขายลดไว้กับโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๒๑ ต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๗,๓๓๙ บาท รวมเป็นเงิน ๔๗,๓๓๙ บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาฟังพยานโจทก์โดยจำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๔๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์นำพยานมาสืบเพียงปากเดียว ส่วนจำเลยศาลไม่อนุญาตให้นำพยานมาสืบ เป็นฎีกาดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยาน และจำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์หักดอกเบี้ยออกจากเงินต้น ๔๐,๐๐๐ บาท แล้วมาคิดดอกเบี้ยจากเงินต้น ๔๐,๐๐๐ บาทอีก ฎีกาของจำเลยทั้ง ๒ ข้อดังกล่าวล้วนเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่จะต้องวินิจฉัยข้อเดียวว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยานและนำพยานเข้าสืบได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๖ ในวันนัดสืบพยาน โจทก์จำเลยไปศาล ศาลสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยขอสืบพยานในนัดต่อไป พร้อมกับยื่นบัญชีพยานจำเลยต่อศาลในวันนั้น โดยทนายจำเลยแถลงว่า การที่ไม่ได้ยื่นบัญชีพยานภายในกำหนดของกฎหมายเพราะตั้งใจจะยื่นในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๖ แต่วันนั้นทนายจำเลยติดว่าความจึงลืมยื่น ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องอ้างเหตุขัดข้องในการไม่ยื่นบัญชีพยานจึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยาน จำเลยไม่มีสิทธิสืบพยานแล้วพิพากษาคดีไป เห็นว่าจำเลยมิได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน และทั้งมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตยื่นบัญชีพยานตามมาตรา ๘๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลย่อมอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยานมิได้ดังนี้ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าศาลจะอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีพยานไม่ได้และไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4763/2529
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานคร จำกัด โจทก์
นายสมจิตร์ เล็กเจริญสุข จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานคร จำกัด · จำเลย - นายสมจิตร์ เล็กเจริญสุข |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดำริ ศุภพิโรจน์ · ยนต์ พิรวินิจ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายกฤษณ์ ผือโย · ศาลอุทธรณ์ - นายนาม ยิ้มแย้ม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา