⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1234/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่โดยยอมรับผิดในหนี้เดิม เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ลูกหนี้ใหม่ต้องผูกพันรับผิดตามสัญญา จะอ้างว่าไม่ได้รับเงินไปเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

เดิม อ. และ พ. เป็นหนี้โจทก์ตามเช็คและสัญญากู้ยืมเงินการที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้ยืมต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับผิดตามสัญญากู้ไม่ได้ เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ถือได้ว่าจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๔๕๖,๗๕๐บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่านางอำไพ และนายพิศาลเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและเช็ค โจทก์ได้ขู่เข็ญจำเลยทั้งสองให้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องซึ่งเป็นการรับชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดของนางอำไพและนายพิศาล มิฉะนั้นโจทก์จะดำเนินคดีนางอำไพและนายพิศาล จำเลยทั้งสองจึงได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องกับโจทก์ และได้ให้นางอำไพผ่อนชำระหนี้มาทุกเดือน ทั้งจำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้วบางส่วนจึงเหลือหนี้ไม่ถึงตามที่ระบุในฟ้อง และโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยาไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๕๖,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน๔๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์เป็นหนังสือตามที่โจทก์ฟ้อง ปัญหาวินิจฉัยมีว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ดังกล่าว หรือไม่เพียงใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์เบิกความว่ายอดเงินกู้ตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ฟ้องจำนวน ๔๒๐,๐๐๐ บาทนั้น เป็นหนี้ที่เกิดจากการที่นางอำไพและนายพิศาลกู้เงินโจทก์ และเป็นหนี้ที่เกิดจากการที่นางอำไพนำเช็คที่นางอำไพเป็นผู้สั่งจ่ายไปแลกเงินสดจากโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบรวมเป็นเงิน ๓๙๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยของเงินจำนวน ๓๙๐,๐๐๐ บาท ที่ค้างชำระเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองยอมรับผิดชดใช้ให้โจทก์ จึงต้องฟังว่าผู้กู้และรับเงินไปตามสัญญากู้คือนางอำไพและนายพิศาล จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญากู้ หากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้ก็รับผิดเพียงจำนวน ๓๙๐,๐๐๐ บาทศาลฎีกาเห็นว่าเดิมนางอำไพและนายพิศาลเป็นหนี้เงินกู้โจทก์และนางอำไพเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คที่นางอำไพนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ที่นางอำไพและนายพิศาลมีต่อโจทก์และทำสัญญากู้เงินโจทก์ตามฟ้อง เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมีความผูกพันต้องรับผิดใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ไม่ได้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ ๒ ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์แล้วเป็นเงิน ๑๖,๘๐๐ บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน ๓๖,๗๕๐ บาท ตามฟ้องนั้นก็คงมีเฉพาะตัวจำเลยทั้งสองเบิกความ โดยไม่มีอะไรเป็นหลักฐาน ไม่อาจรับฟังได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมของภริยา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเนื่องจากจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ประเด็นในข้อนี้จึงเป็นอันยุติดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยทั้งสองไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2531 พันตำรวจโทเชย คูสุวรรณ โจทก์ นางสมวรรณ ตรีสุวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันตำรวจโทเชย คูสุวรรณ · จำเลย - นางสมวรรณ ตรีสุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · จำนง นิยมวิภาต · เฉลิม การปลื้มจิตต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชุม สุกแสงเปล่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 1339/2499ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 794/2509ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2657/2534ฎีกา 5150/2552ฎีกา 306/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา