⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 433/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามความเข้าใจว่าตนมีสิทธิ ถือว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิดฐานบุกรุก แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมได้ไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มิได้ทำประโยชน์ในที่พิพาท การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าปลูกบ้านและทำกินในที่พิพาทกับนาย ส. บิดาโจทก์ร่วมมาช้านานเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะอยู่และทำกินในที่พิพาทต่อไปได้จึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกจากที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 เพิกเฉยเสียไม่ยอมออกจากที่พิพาท ก็อาจเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยละเมิดต่อโจทก์ร่วม หาใช่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังทีโจทก์กล่าวฟ้องไม่.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365, 83 จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสุทธะ เทียมสำโรง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 ให้จำคุกคนละ 2 เดือนคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายสิงห์ทอง นางเทียม เทียมสำโรง นางเทียมมารดาโจทก์ร่วมตายเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2498 ต่อมาปี พ.ศ. 2499นายสิงห์ทองบิดาโจทก์ร่วมได้อยู่กินกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน5 คน คือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับเด็กชายวิทูรย์ เทียมสำโรง เด็กชายสุทีป เทียมสำโรง และเด็กชายสุนทร เทียมสำโรง เดิมนายสิงห์ทองและนางเทียมมีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 90 ไร่เศษ อยู่ที่ตำบลตะขบอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2507ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 8 มีชื่อโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของ ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2508 โจทก์ร่วมได้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่เด็กชายวิทูรย์ เด็กชายสุเทพ เด็กชายสุทีป และเด็กชายสุนทร คงเหลือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจำนวน 33 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา แล้วโจทก์ร่วมได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเด็กชายวิทูรย์ เด็กชายสุเทพ เด็กชายสุทีปและเด็กชายสุนทรโดยนายสิงห์ทองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมและในฐานะส่วนตัวได้ยื่นฟ้องโจทก์ร่วมขอให้เพิกถอนชื่อโจทก์ร่วมออกเสียจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่ม 28 หน้า 1 เลขที่ 8 ตำบลตะขบอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ห้ามโจทก์ร่วมมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวต่อไป ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2521 หมายเลขแดงที่ 789/2523 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ ที่พิพาทตามคำพิพากษาฎีกาที่ 223/2526มีปัญหาพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3กระทำผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า เมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาฎีกาที่ 223/2526 แล้ว โจทก์ร่วมได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ได้รับทราบคำบอกกล่าวแล้วแต่ไม่ยอมออก โจทก์ร่วมได้มอบให้นางสุรีย์ภริยาไปติดต่อสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) แทนฉบับเดิมที่หายไปแล้วได้นำเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานตำรวจไปยังที่พิพาทเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2526 เพื่อทำการรังวัด ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 กำลังไถนาและดำนาอยู่ในที่พิพาท เมื่อรังวัดเสร็จแล้วโจทก์ร่วมได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกไปจากที่พิพาทหรือไม่ก็ให้มาทำหนังสือสัญญาเช่า แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ไม่ยอมและโจทก์ร่วมยังเบิกความยอมรับว่า หลังจากที่บิดาโจทก์ร่วมได้จำเลยที่ 1 เป็นภริยาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2499 บิดาโจทก์ร่วมจำเลยที่ 1 กับพวก ก็อาศัยอยู่ในบ้านในที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเป็นบ้านเดิมตั้งแต่ครั้งนางเทียมมารดาโจทก์ร่วมมีชีวิตอยู่ น้องต่างมารดาของโจทก์ร่วมก็เกิดและอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีบ้านอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทตามภาพถ่ายบ้านหมาย ล.1 โดยจำเลยที่ 1 ยังมีบ้านอีกหลังหนึ่งในที่ดินแปลงพิพาทด้วย นางแดง จุลกิ่ง และนายโพธิ์ พายสำโรง พยานโจทก์ต่างเบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 อยู่ในที่แปลงพิพาทมากว่า 20 ปีแล้วดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ร่วมได้ไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มิได้ทำประโยชน์ในที่พิพาท การที่จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 เข้าปลูกบ้านและทำกินในที่พิพาทกับนายสิงห์ทองบิดาโจทก์ร่วมมาช้านานเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 เข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะอยู่และทำกินในที่พิพาทต่อไปได้ จึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกจากที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 เพิกเฉยเสียไม่ยอมออกจากที่พิพาท ก็อาจเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยละเมิดต่อโจทก์ร่วมหาใช่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์กล่าวฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย สุทธะ เทียม สำโรง โจทก์ นาง ฉะอ้อน เทียม สำโรง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย สุทธะ เทียม สำโรง · จำเลย - นาง ฉะอ้อน เทียม สำโรง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถวิล ทองสว่างรัตน์ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6630/2556ฎีกา 624/2524ฎีกา 1310/2513ฎีกา 2314/2529ฎีกา 5274/2531ฎีกา 363/2518ฎีกา 15717/2553ฎีกา 7958/2555ฎีกา 3664-3665/2534ฎีกา 3081/2524ฎีกา 1811/2530ฎีกา 4069/2536ฎีกา 290/2543ฎีกา 5471/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 1898/2505ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5543/2534ฎีกา 18654/2555ฎีกา 214/2524ฎีกา 1699/2529ฎีกา 1936/2522ฎีกา 435/2535ฎีกา 489/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ