คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดใดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่ต้องนำสืบ และศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้
ย่อคำพิพากษา
การกระทำความผิดใดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มิต้องนำสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าว ศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้
การที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ตลอดจนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยประกอบกันด้วยแล้ว ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องหยิบยกเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยขึ้นมาว่ากล่าวให้ปรากฏรายละเอียดประการอื่น โดยเฉพาะแต่ประการใด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข ๑๖ ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกิตรับใช้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ ริบของกลาง และสั่งจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕, ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง กับให้จำเลยใช้สินบนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก ๔ เดือน สถานเดียวจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน ไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าความผิดของจำเลยเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของชาติเป็นส่วนรวม และเป็นความผิดร้ายแรงโดยโจทก์มิได้นำสืบถึงความข้อนี้ เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัย ทั้งศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยด้วย จึงเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าการกระทำความผิดใดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวมหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปโดยโจทก์มิต้องนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔(๑)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ตลอดจนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยประกอบกันด้วยแล้วไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องหยิบยกเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยขึ้นมาว่ากล่าวให้ปรากฏรายละเอียดประการอื่นโดยเฉพาะแต่ประการใดการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้วฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฎีกาและคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งได้ความว่า จำเลยเปิดร้านขายอาหารและของวชำ มีบุตรผู้เยาว์ ๒ คน ต้องอุปการะเลี้ยงดูโพยสลากกินรวบมี ๖ แผ่น และเป็นรายย่อย ๆ เงินสดของกลางที่ยึดได้มีเพียง ๘๐ บยาท จึงไม่ใช่เป็นการเล่นการพนันรายใหญ่ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน จึงมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยนโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533
พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์
นางบังอร กระจ่างมล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · จำเลย - นางบังอร กระจ่างมล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สัญชัย สิงหลกะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี · ศาลอุทธรณ์ - นายประศาสน์ ธำรงกาญจน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา