⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4933/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4933/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันที แต่มีเงื่อนไขให้ผู้ขายยึดรถคืนได้เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ถือเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาด และกรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา

ย่อคำพิพากษา

สัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท มีเงื่อนไขเฉพาะวิธีการชำระราคาให้ชำระเป็นเช็ค 2 งวด หากผิดเงื่อนไขยอมให้ผู้ขายยึดรถคืนได้โดยไม่ได้ระบุว่าให้กรรมสิทธิ์โอนไปเมื่อผู้ขายได้รับชำระราคาครบถ้วน แล้ว เช่นนี้เป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่วันทำสัญญา เงื่อนไขยอมให้ผู้ขายยึดรถคืนได้เป็นเพียงข้อกำหนดวิธีการบังคับเมื่อเกิดกรณีผิดสัญญาเท่านั้นโจทก์ผู้ซื้อรถยนต์พิพาทจากผู้ซื้อเดิมโดยสุจริตย่อมได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.458 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1332 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์บรรทุกเล็กยี่ห้อมาสด้าหมายเลขเครื่อง พีบีวาย ๖๓๑๙๘ หมายเลขตัวถัง ๐๒๐๖๓๘ จากนายชัยวัฒน์ สมบูรณ์กุล และชำระราคาแล้ว วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๖จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำพูนว่านายชัยวัฒน์ชำระราคารถยนต์ให้จำเลยที่ ๑ ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดรถไว้ชั่วคราว วันที่ ๓๐มิถุนายน ๒๕๒๖ ระหว่างที่รถถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้ จำเลยที่ ๑,๒, และ ๓ ร่วมกันจดทะเบียนรถยนต์ใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของเจ้าพนักงานรับจดทะเบียนให้เป็นหมายเลขทะเบียน ๔บ-๖๖๖๑กรุงเทพมหานคร แล้วร่วมกันให้จำเลยที่ ๔ ทำสัญญาเช่าซื้อรถคันดังกล่าวจากจำเลยที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้รถได้เพราะ ไม่มีทะเบียนทำให้ขาดประโยชน์วันละ ๓๐๐ บาทขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันโอนทะเบียนและส่งมอบหลักฐานทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การว่า รถยนต์พิพาทเป็นของบริษัทกิจกมลสุโกศล จำกัด ขายให้จำเลยที่ ๒ แล้วให้จำเลยที่ ๔เช่าซื้อต่อ และจำเลยที่ ๒ ฟ้องแย้ง ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์และค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ขอให้เรียกบริษัทกิจกมลสุโกศล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า รถพิพาทเดิมเป็นของจำเลยร่วม จำเลยร่วมขายให้จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองรถพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มีสิทธิในรถพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ซื้อรถพิพาทโดยไม่สุจริต ขณะทำสัญญารถพิพาทถูกยึดไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำพูน โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ ๒ โอนทะเบียนและส่งมอบหลักฐานทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๔บ-๖๖๖๑ กรุงเทพมหานครให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน ๑๐,๘๐๐ บาท และชำระเงินวันละ ๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่โจทก์ได้รับโอนทะเบียนและได้รับมอบหลักฐานทะเบียนรถพิพาทครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยร่วมได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๓ นำรถไปขายให้นายชัยวัฒน์ จำเลยร่วมจึงต้องผูกพันในกิจการที่จำเลยที่ ๓ ได้กระทำไป อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาข้อความในสำเนาสัญญาซื้อขายรถพิพาท เอกสารหมาย จ.๗แล้ว ในตอนต้นของสัญญามีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายชัยวัฒน์ สมบูรณ์กุล ได้ซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าสีน้ำตาลอ่อน... ในราคา ๑๐๑,๐๐๐ บาท...เงื่อนไขการชำระเงินแบ่งออกเป็น ๒ งวด" และในตอนท้ายของสัญญามีข้อความว่า"อนึ่งในกรณีไม่เป็นไปตามเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ข้าพเจ้านายชัยวัฒน์ ยินยอมให้นำรถกลับคืนพร้อมยินยอมจ่ายค่าเสียหายทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง" เห็นว่า ตามสัญญาดังกล่าวกำหนดการชำระราคารถพิพาทเป็นเช็คโดยแบ่งการชำระออกเพียง ๒ งวดทั้งมิได้ระบุว่าให้กรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทโอนไปเมื่อผู้ขายได้รับชำระค่ารถยนต์ครบถ้วนแล้วแต่อย่างใด จึงถือได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดกรรมสิทธิ์ในรถพิพาทย่อมตกเป็นของนายชัยวัฒน์ตั้งแต่ขณะที่การซื้อขายสำเร็จแล้ว โจทก์เป็นผู้ซื้อรถพิพาทจากนายชัยวัฒน์โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ต่อไปในทางไม่สุจริตโจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในรถพิพาท แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างนายชัยวัฒน์กับจำเลยที่ ๓ จะมีเงื่อนไขให้ผู้ขายมีสิทธิเรียกรถพิพาทคืนก็เป็นเพียงการกำหนดวิธีการบังคับเมื่อเกิดกรณีผิดสัญญาขึ้นเท่านั้น และข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องภายในระหว่างนายชัยวัฒน์กับผู้ขายย่อมไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4933/2533 นายอินสอน ดีอุโมงค์ โจทก์ บริษัทกมลสุโกศล จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทกิจกมลสุโกศล จำกัด จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอินสอน ดีอุโมงค์ · จำเลย - บริษัทกมลสุโกศล จำกัด กับพวก · จำเลยร่วม - บริษัทกิจกมลสุโกศล จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนู วงศ์แสงจันทร์ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ชุม สุกแสงเปล่ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายพรศักดิ์ ศุภศรี · ศาลอุทธรณ์ - นายชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1739/1739ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2409/2551ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 912/2490ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 747/2484ฎีกา 4832/2536ฎีกา 408/2524ฎีกา 4122/2540ฎีกา 4176/2530ฎีกา 1049/2522ฎีกา 723/2492ฎีกา 4240/2565ฎีกา 960/2485ฎีกา 1410/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา