คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำจะเป็นความผิดฐานบุกรุกได้ ผู้เสียหายต้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขณะที่จำเลยเข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองนั้น หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วและผู้เสียหายเพิ่งได้สิทธิในภายหลัง การครอบครองของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
ย่อคำพิพากษา
กรณีจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 นั้น ผู้เสียหายจะต้องเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในขณะที่จำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้เสียหายโดยปกติสุข จำเลยได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว ผู้เสียหายเพิ่งจะอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการซื้อขายในภายหลัง การที่จำเลยเข้าไปครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทอยู่ก่อนและคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา ย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปตัดฟันต้นไม้และขุดดินทำคันนาปักดำทำนาในที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 361 ของนายเรียน ผาก่ำผู้เสียหายเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ เพื่อถือการครอบครองที่ดินของผู้เสียหาย อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 365 นั้น ทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยกระทำผิดประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ตามฐานความผิดดังกล่าวจึงให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ร่วมซื้อมาจากนางนาง อานนท์ เมื่อวันที่ 3ตุลาคม 2529 จำเลยบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2528ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ตามที่โจทก์ฟ้องจะต้องได้ความว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในขณะที่กล่าวหาว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว โจทก์ร่วมเพิ่งจะอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการซื้อขายในภายหลัง ดังนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่เข้าไปครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทอยู่ก่อนและคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมา ย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2535
อัยการ อุบลราชธานี โจทก์
โจทก์ร่วม โจทก์
นาย เรียน ผาก่ำ โจทก์
นาย เลียง แสง สว่าง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการ อุบลราชธานี · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย เรียน ผาก่ำ · จำเลย - นาย เลียง แสง สว่าง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา