⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1846/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดการกิจการค้าอันจำเป็นในครอบครัว ถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา และผูกพันสินสมรส

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโดยจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันต่อโจทก์ก็เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการค้าพืชไร่ของจำเลยผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของจำเลยให้ความยินยอมเป็นหนังสือกิจการค้าของจำเลยเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวจำเลยเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาล เมื่อมีหนี้เกิดขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490(1) และผูกพันทรัพย์พิพาทอันเป็นสินสมรส ผู้ร้องหามีสิทธิขอกันส่วนในทรัพย์พิพาทไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง โดยเป็นส่วนของผู้ร้องกึ่งหนึ่ง ผู้ร้องมิได้เป็นหนี้โจทก์และไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับจำเลยในการที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ จึงขอกันส่วนของผู้ร้องไว้กึ่งหนึ่งก่อนแล้วจึงนำเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนำเงินไปประกอบธุรกิจการค้าเพื่อหารายได้มาจัดกิจการอันจำเป็นในครอบครัวและเลี้ยงดูครอบครัวโดยนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันหนี้เป็นเงินเกินบัญชีดังกล่าวไว้ โดยผู้ร้องให้ความยินยอม จึงเป็นหนี้ร่วม ผู้ร้องจะขอกันส่วนไม่ได้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้นำสืบโต้แย้งกันฟังยุติว่า ผู้ร้องและจำเลยเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายปรากฏตามเอกสารหมาย ร.1 ทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำยึดและอยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาดตามเอกสารหมาย ร.4 และ ร.6 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และจำเลยได้นำไปจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ในระหว่างสมรส ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวหรือหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เป็นหนี้ร่วมหรือหนี้ที่จำเลยและผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกันหรือไม่... พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายพืชไร่โดยการกู้ยืมเงินโจทก์มาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการค้าดังกล่าว...คดีเชื่อได้ว่าผู้ร้องและจำเลยยังอยู่กินด้วยกัน การที่จำเลยไปทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโดยจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันก็เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการค้าพืชไร่ของจำเลยทั้งผู้ร้องก็ยินยอมตามเอกสารหมาย จ.6 กิจการค้าของจำเลยจึงเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวจำเลยเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย เมื่อมีหนี้เกิดขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) และผูกพันทรัพย์พิพาท ผู้ร้องหามีสิทธิขอกันส่วนในทรัพย์พิพาทไม่..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2535 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ นาง พัชรา แซ่กัง หรือ อรุณวรากรณ์ ผู้ร้อง นาย สุทัศน์ อรุณวรากรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด · ผู้ร้อง - นาง พัชรา แซ่กัง หรือ อรุณวรากรณ์ · จำเลย - นาย สุทัศน์ อรุณวรากรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสมอ อินทรศักดิ์ · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1924/2523ฎีกา 3803/2565ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5531/2534ฎีกา 1697/2538ฎีกา 1387/2541ฎีกา 2955/2548ฎีกา 3745/2530ฎีกา 289/2541ฎีกา 679/2532ฎีกา 3801/2565ฎีกา 7631/2552ฎีกา 2618/2524ฎีกา 3478/2528ฎีกา 2065/2544ฎีกา 3425/2545ฎีกา 1605/2537ฎีกา 445/2540ฎีกา 6244/2550ฎีกา 5326/2568ฎีกา 594/2506ฎีกา 632/2515ฎีกา 1924/2522ฎีกา 5736/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ