⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3397/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาไปศึกษาต่อภายในประเทศโดยสัญญาว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะกลับมารับราชการใช้หนี้ตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ หากผิดสัญญาจะต้องชำระเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยกลับมารับราชการใช้หนี้โจทก์บางส่วนเพียง 1 ใน 3 ของกำหนดเวลาที่ต้องทำงานใช้หนี้โจทก์ จึงสมควรลดเบี้ยปรับลง 1 ใน 3 ส่วน จำเลยตกลงใช้เงินที่ยังมิได้ชำระและเบี้ยปรับกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของเงินที่ยังมิได้ชำระแก่โจทก์ ถือว่าดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าหากศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ตำแหน่งครูใหญ่ ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต่อภายในประเทศมีกำหนด 2 ปี โดยมีสัญญาว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะกลับเข้าปฏิบัติราชการต่อไปอีก ไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของเวลาที่จำเลยที่ 1 รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อหากจำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการไม่ครบกำหนดเวลายอมใช้เงินทุนและหรือเงินเดือนและหรือเงินอื่นใดลดลงตามส่วนของเวลาที่กลับเข้ารับราชการและเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินที่ต้องชดใช้ หากไม่ชำระตามกำหนดที่โจทก์เรียกให้ชำระ ยอมให้ดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระในอัตราร้อยละ 12ต่อปี มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันแต่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการชดใช้ไม่ครบกำหนด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 61,897.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,506.02บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 29พฤษภาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,100.03 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า จำเลยที่ 1เป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อภายในประเทศมีกำหนด 2 ปี โดยสัญญาว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะกลับมารับราชการใช้หนี้โจทก์เป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่ลาไปศึกษาต่อ หากผิดสัญญาจะต้องชำระเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินที่จะต้องชดใช้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ตามสัญญาเอกสารหมายป.จ.3 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.4 จำเลยที่ 1 ได้ลาไปศึกษาต่อเป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน20 วัน ระหว่างนั้นได้รับเงินเดือนและค่าครองชีพจากโจทก์เป็นเงิน76,694.67 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องกลับมารับราชการใช้หนี้โจทก์เป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน 10 วัน แต่จำเลยที่ 1 กลับมารับราชการใช้หนี้โจทก์เพียง 1 ปี 2 เดือน 26 วัน ยังขาดอยู่อีก 2 ปี 4 เดือน14 วัน เมื่อคิดเป็นเงินแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้หนี้ให้โจทก์ในส่วนที่ยังขาดอยู่เป็นเงิน 50,391.02 บาท โจทก์หักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนแล้วเป็นเงิน 38,885 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ดังต่อไปนี้ ข้อ 1. มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับตามสัญญาหรือไม่เพียงใด เห็นว่าศาลมีอำนาจที่จะลดเบี้ยปรับที่เห็นว่าสูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และเมื่อได้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 383 ดังกล่าวแล้วปรากฏว่า หลังจากที่จำเลยสำเร็จการศึกษาตามที่ได้ลาไปศึกษาต่อแล้ว จำเลยได้กลับมารับราชการทำงานใช้หนี้โจทก์บางส่วนแล้วเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน 26 วัน หรือ 451 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการทำงานใช้หนี้โจทก์ตามสัญญาเป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน 10 วัน หรือ 1,315 วันแล้วเวลาที่จำเลยที่ 1 มารับราชการทำงานใช้หนี้โจทก์คิดได้เป็นอัตราส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการทำงานใช้หนี้โจทก์ต่อไปตามสัญญา จึงสมควรลดเบี้ยปรับลง 1 ใน 3 ส่วนโดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เพียง 2 ใน 3 ส่วนของจำนวนเต็มที่จะต้องชำระให้โจทก์จำนวน 50,391.02 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อ 2. ศาลมีอำนาจลดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้สำหรับเงินที่ยังมิได้ชำระตามสัญญาได้หรือไม่ เห็นว่า ดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระอัตราร้อยละ 12 ต่อปีตามสัญญาเอกสารหมาย ป.จ.3 นั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเบี้ยปรับตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 และมาตรา 381 วรรคแรก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 1 จะชดใช้แก่โจทก์เมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ โจทก์มิได้ฎีกาว่า ไม่สมควรลดดอกเบี้ยดังกล่าวเพราะเหตุใดหรือที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดดอกเบี้ยลงมานั้นไม่สมควรประการใด จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในเรื่องนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2535 สำนักงาน คณะกรรมการ ประถมศึกษา แห่งชาติ โจทก์ นาย คะแนน เนตรอิ่ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สำนักงาน คณะกรรมการ ประถมศึกษา แห่งชาติ · จำเลย - นาย คะแนน เนตรอิ่ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2571/2529ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 58/2530ฎีกา 591/2531ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1008/2548ฎีกา 4194/2536ฎีกา 2385/2523ฎีกา 2139/2565ฎีกา 3295/2533ฎีกา 5884/2541ฎีกา 6052/2537ฎีกา 233/2536ฎีกา 399/2536ฎีกา 2843/2532ฎีกา 2669/2524ฎีกา 973/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ