⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4007/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท ต้องห้ามตามกฎหมาย เว้นแต่จะระบุข้อเท็จจริงโดยย่อพอที่จะอ้างอิงให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายอุทธรณ์.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือและผ้าโสร่งไหม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรผ้าโสร่งไหมตามมาตรา 357 มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรสร้อยข้อมือด้วย ดังนั้น ความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม มาตรา 334 หรือรับของโจรตามมาตรา 357 เฉพาะเรื่องผ้าโสร่งไหมนั้นก็เป็นการกระทำคนละกรรมความผิดกัน ความผิดตามมาตรา 334 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่กล่าวข้างต้นเช่นกัน ฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับผ้าโสร่งไหมโจทก์และโจทก์ร่วมคงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 เท่านั้น ในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฉบับ คงอุทธรณ์แต่เฉพาะในข้อเท็จจริงที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าผ้าโสร่งไหมเป็นของโจทก์ร่วมเท่านั้น ไม่มีคำฟ้องอุทธรณ์ส่วนใดที่ได้แสดงให้เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาจะมีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานรับของโจรอันเป็นความผิดที่โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อพอที่จะอ้างอิงให้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายอุทธรณ์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ได้มีคนร้ายลักเอาสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้นราคา 5,850 บาท และผ้าโสร่งไหม 1 ผืน ราคา 700 บาท ของนางบัวไข แก้วดวงดี ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมามีผู้พบเห็นจำเลยครอบครองผ้าโสร่งไหมอันเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าว ซึ่งนำไปฝากไว้กับผู้มีชื่อและผู้มีชื่อนำมามอบคืนให้ผู้เสียหาย ทั้งนี้จำเลยได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นจำเลยได้รับเอาผ้าโสร่งไหมอันเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายซึ่งถูกลักไปไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา334, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 5,850 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม เป็นเงิน 3,850บาท ด้วย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องของโจทก์นั้นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือและผ้าโสร่งไหม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรผ้าโสร่งไหมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรสร้อยข้อมือด้วย ดังนั้น ความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่โจทก์ฟ้อง กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าสร้อยข้อมือเป็นของจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าสร้อยข้อมือเป็นของโจทก์ร่วมเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือ จึงเป็นการไม่ชอบ ในคำฟ้องของโจทก์คงขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือรับของโจรตามมาตรา 357 เฉพาะเรื่องผ้าโสร่งไหมเท่านั้น ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ความผิดที่อ้างว่าจำเลยกระทำนั้นเป็นการกระทำคนละกรรมความผิดกัน ดังนั้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่กล่าวข้างต้นเช่นกัน ฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับผ้าโสร่งไหมโจทก์และโจทก์ร่วมคงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357เท่านั้น ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว ในคำฟ้องอุทธรณ์ทั้งสองฉบับนั้น คงอุทธรณ์แต่เฉพาะในข้อเท็จจริงที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าผ้าโสร่งไหมเป็นของโจทก์ร่วมเท่านั้น ไม่มีคำฟ้องอุทธรณ์ส่วนใดที่ได้แสดงให้เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมา จะมีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานรับของโจรอันเป็นความผิดที่โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อพอที่จะอ้างอิงให้เห็นได้ว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายอุทธรณ์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2535 อัยการ มหาสารคาม โจทก์ นายบัวไข แก้วดวงดี โจทก์ร่วม นายบุญเกิด ตะวัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ มหาสารคาม · โจทก์ร่วม - นายบัวไข แก้วดวงดี · จำเลย - นายบุญเกิด ตะวัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 2053/2528ฎีกา 568/2528ฎีกา 5779/2530ฎีกา 3199/2541ฎีกา 2147/2521ฎีกา 3387/2534ฎีกา 620/2524ฎีกา 7014/2553ฎีกา 2251/2541ฎีกา 1228/2510ฎีกา 1013/2479ฎีกา 2794/2516ฎีกา 4547/2530ฎีกา 26/2486ฎีกา 14293/2553ฎีกา 250-251/2536ฎีกา 8575-8576/2548ฎีกา 745/2534ฎีกา 549/2503ฎีกา 4952/2536ฎีกา 643/2547ฎีกา 8658/2548ฎีกา 4383/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา