⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 513/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เอกสารที่ถูกกรอกข้อความและจำนวนเงินเกินกว่าความจริงโดยที่คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่รู้เห็นยินยอม ถือเป็นเอกสารปลอม และไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้จะมีการยอมรับว่ามีการกู้ยืมเงินจริงก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์กรอกข้อความและจำนวนเงินลงในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อให้โจทก์ไว้เกินไปจากความจริงโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์15,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันโจทก์ไว้ 15,000 บาท โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ใช้เงินตามจำนวนที่กู้ยืมและค้ำประกันจริงได้ ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินและค้ำประกันคดีนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,000 บาทด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 70,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ หากบังคับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขอให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง15,000 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินโดยยังไม่ได้กรอกข้อความและให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์กรอกข้อความลงในสัญญาด้วยข้อความอันไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,000บาทแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ไม่ปลอม ...จึงน่าเชื่อตามข้อต่อสู้และการนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 15,000 บาท และโจทก์สั่งจ่ายเช็คตามเอกสารหมาย จ.5ให้ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2527 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับขณะที่ยังไม่มีข้อความอื่นกรณีจึงเป็นว่าโจทก์กรอกข้อความและจำนวนเงินลงในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อให้โจทก์ไว้เกินไปจากความจริง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 15,000บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันให้โจทก์ไว้ 15,000 บาทก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมเงิน และสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ใช้เงินตามจำนวนที่กู้ยืมและค้ำประกันจริงได้ ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินและค้ำประกันคดีนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,000 บาท ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2537 นาย ชู กิจ เล่า สถาพร โจทก์ นาย อุด ม จตุรงค์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ชู กิจ เล่า สถาพร · จำเลย - นาย อุด ม จตุรงค์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ บุนนาค · อากาศ บำรุงชีพ · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 794/2509ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 70/2518ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1302/2535ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ