คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างว่าไม่ทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน แม้จะมีทนายความแล้วก็ตาม เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมว่า จำเลยมิได้ระบุเหตุที่ไม่สามารถทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 88 วรรคสี่ ทั้ง ๆ ที่จำเลยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่พิพาทและจำเลยก็มีทนายความดำเนินคดีแล้วการที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วบางอย่างมาสืบเป็นประโยชน์ของตนและพยานหลักฐานบางอย่างก็มิเคยทราบว่ามีอยู่ ทั้งนี้เพราะทนายความคนเดิมมิได้ระบุอ้างไว้ เมื่อทนายความคนใหม่เข้ารับหน้าที่จำเลยเพิ่งทราบว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่เป็นความจำเป็นนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอรรณพ วงศ์สถาน · จำเลย - นายแก้ว ยาจันทร์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประยูร มูลศาสตร์ · ก้าน อันนานนท์ · ประสิทธิ์ แสนศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลำพูน - นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายชวลิต ธรรมฤาชุ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา