⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5096/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5096/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ครั้งแรก จำเลยและ ถ. ไปบ้านผู้เสียหาย ถ. บอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยได้ยินคำพูดของ ถ. แต่ก็นิ่งเฉยและมิได้ปฏิเสธเท่ากับจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายเชื่อหรือเข้าใจตามที่ ถ. บอก ทั้งจำเลยได้เรียกเงินจำนวน 2,000บาท จากผู้เสียหายมิฉะนั้นจะจับผู้เสียหาย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ส่วนการเรียกรับเงินครั้งที่สอง แม้จำเลยไม่ได้บอกหรืออ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแต่จำเลยเคยไปหาผู้เสียหายและมีพฤติการณ์แสดงให้ผู้เสียหายเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง ทั้งผู้เสียหายเคยให้เงินแก่จำเลยเพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จำเลยไปเรียกเงินจากผู้เสียหายอีกโดยขู่ว่าหากไม่ให้จะจับผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมให้เงินจำนวน 2,000 บาท แก่จำเลยเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และ 337

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.145 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 145, 337 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145, 337 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษฐานกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 9 เดือน รวม 2 กระทงจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายแล้ว กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยมิได้เป็นพนักงานตำรวจ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537และวันที่ 11 กันยายน 2537 จำเลยไปที่บ้านผู้เสียหายและรับเงินจากผู้เสียหายรวม2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2537 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยข้อหาว่าแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน กรรโชกทรัพย์จำเลยคืนเงินจำนวน 4,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่... แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7กันยายน 2537 จำเลยและนายถนอมไปบ้านผู้เสียหาย นายถนอมบอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นได้ว่าการที่นายถนอมบอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยได้ยินคำพูดของนายถนอมแต่จำเลยก็นิ่งเฉยและมิได้ปฏิเสธแต่อย่างใดเท่ากับจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายเชื่อหรือเข้าใจตามที่นายถนอมบอกนั่นเองทั้งจำเลยยังได้เรียกเงินจำนวน 2,000 บาท จากผู้เสียหายมิฉะนั้นจะจับผู้เสียหายเช่นนี้พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานแล้ว นอกจากนี้ชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 และจำเลยยอมคืนเงินจำนวน 4,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายด้วยตามบันทึกการให้ค่าทดแทนผู้เสียหาย เอกสารหมาย จ.3 ข้อที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยรับเงินจำนวน4,000 บาท จากผู้เสียหายเนื่องจากไปทวงหนี้การพนันชนไก่แทนนายถนอมนั้น เห็นว่าหากจำเลยทวงหนี้การพนันชนไก่แทนนายถนอมจริง จำเลยควรถามค้านผู้เสียหายเกี่ยวกับหนี้การพนันดังกล่าวไว้ เพื่อให้ผู้เสียหายมีโอกาสชี้แจงถึงหนี้การพนันดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยมิได้ถามผู้เสียหายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กลับไปถามค้านพยานโจทก์ปากนางลมัยแม้นางลมัยเบิกความว่า ผู้เสียหายเป็นหนี้นายถนอมเนื่องจากการพนันชนไก่แต่จำนวนเท่าใดไม่ทราบ ก็มิได้หมายความว่า จำเลยรับเงินจำนวน 4,000 บาท จากผู้เสียหายเนื่องจากไปทวงหนี้การพนันชนไก่แทนนายถนอมดังที่จำเลยอ้างเพราะนางลมัยมิได้เป็นผู้รู้เห็นการเป็นหนี้ระหว่างผู้เสียหายกับนายถนอม ทั้งนางลมัยก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยเรียกเงินดังกล่าวไม่ได้อ้างว่าจะนำเงินไปให้นายถนอมแต่ผู้เสียหายยอมให้เงินแก่จำเลยเนื่องจากผู้เสียหายเคยค้ากัญชาและเกรงว่าจะถูกจำเลยจับ พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ คดีฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และฐานกรรโชกทรัพย์ตามฟ้อง ส่วนการรับเงินครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2537 นั้น โจทก์มีผู้เสียหายและนางลมัยเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเรียกเงินจำนวน 5,000 บาท จากผู้เสียหายเพื่อนำไปให้สารวัตร หากไม่ยอมให้จำเลยจะจับ ผู้เสียหายเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกลัวถูกจับจึงต่อรองเหลือจำนวน 3,000 บาท วันนั้นผู้เสียหายมอบเงินจำนวน 2,000บาท ให้จำเลย ส่วนที่เหลือจะให้วันหลัง เห็นว่า แม้วันที่ 11 กันยายน 2537 จำเลยไม่ได้บอกหรืออ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่จำเลยเคยไปหาผู้เสียหายและมีพฤติการณ์แสดงให้ผู้เสียหายเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง ทั้งผู้เสียหายเคยให้เงินแก่จำเลยเพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จำเลยไปเรียกเงินจากผู้เสียหายอีกโดยขู่ว่าหากไม่ให้จะจับจนผู้เสียหายยอมให้เงินจำนวน 2,000 บาท แก่จำเลยเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5096/2540 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นาย อุทัย วิชาราช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นาย อุทัย วิชาราช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · วินัย วิมลเศรษฐ · บุญศรี แก้วสาร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2283/2516ฎีกา 5599/2531ฎีกา 753/2539ฎีกา 5483/2543ฎีกา 3058/2539ฎีกา 1546/2511ฎีกา 711/2528ฎีกา 3512/2532ฎีกา 54/2490ฎีกา 2457/2518ฎีกา 6520/2549ฎีกา 4410/2543ฎีกา 3470/2543ฎีกา 131/2546ฎีกา 699/2490ฎีกา 2105/2514ฎีกา 692-693/2502ฎีกา 10616/2553ฎีกา 775/2468ฎีกา 747/2471ฎีกา 4021/2535ฎีกา 3221/2522ฎีกา 1394/2514ฎีกา 3110/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ