คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระหนี้ตามเช็คโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับคดีอาญาและหนี้ได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
ย่อคำพิพากษา
คดีแดงที่ 8046-8047/2540
เช็คพิพาทที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยในคดีอาญา เป็นฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็ค ดังนั้น ในระหว่างพิจารณาของศาลจำเลยนำเงินตามเช็คพิพาทไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และขณะคดีอยู่ระหว่างฎีกาจำเลยได้นำเงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์และเพื่อมิให้ต้องรับโทษทางอาญา หาใช่จำเลยมีเจตนาชำระหนี้โดยมุ่งหมายให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นอันเป็นกรณีอยู่ในบังคับตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 เมื่อหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติขึ้นภายหลังจำเลยกระทำความผิดแล้ว และเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๓
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๒) ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน
จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การที่จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดี ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และต่อมาภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วและคดีอยู่ในระหว่างฎีกา จำเลยได้นำเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลชำระหนี้ในคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจะทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยในคดีอาญาเป็นฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็ค การที่จำเลยนำเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำนวน ๔๘๗,๐๐๐ บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี และนำเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์และเพื่อมิให้ต้องรับโทษทางอาญา มิใช่เจตนาชำระหนี้โดยมุ่งหมายให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น อันเป็นกรณีอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ดังที่โจทก์อ้างไม่ ดังนั้น กรณีจึงถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔มาตรา ๗ ซึ่งบัญญัติขึ้นภายหลังจำเลยกระทำความผิดแล้วและเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙
เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2540
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ โจทก์
พันตำรวจโทชวลิต สิทธารถ จำเลย
ฯลฯ คดีแดงที่ ๘๐๔๖-๘๐๔๗/๒๕๔๐
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ · จำเลย - พันตำรวจโทชวลิต สิทธารถ · ๘๐๔๖-๘๐๔๗/๒๕๔๐ - ฯลฯ คดีแดงที่ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จรัญ หัตถกรรม · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · อรุณ น้าประเสริฐ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายวิวรรต นิ่มละมัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสุวิทย์ นรนุตกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา