⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2568/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่สามีภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว หากภริยาให้ความยินยอมหรือให้สัตยาบันในหนี้นั้น ภริยาต้องร่วมรับผิดในหนี้นั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

หนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1สามีจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1และสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองจะเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่หนังสือให้ความยินยอมของจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือที่ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมทุกอย่างกับโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรับรู้ถึงหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญากู้เงินและจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ตามสัญญากู้เงินตามฟ้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1490(4) จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์โดยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 2 แปลง มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม หลังจากกู้เงินจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 132,402.46 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 93,461.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 132,402.46บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 93,461.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายข้อเดียวว่า การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมเป็นการให้สัตยาบันในหนี้และนิติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4) และโจทก์มีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ได้โดยสิ้นเชิงหรือไม่ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่19 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์สาขาเชียงรายจำนวน 100,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 34 และ 35 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ โดยมีสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนแก่โจทก์จนครบถ้วน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 การทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมทุกอย่างกับโจทก์ หลังจากทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 93,461.18 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 38,941.28 บาท รวมเป็นเงิน 132,402.46 บาท โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.6 จะเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่หนังสือให้ความยินยอมลงวันที่ 19 ตุลาคม 2536 เอกสารหมาย จ.10 ของจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 ที่ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมทุกอย่างกับโจทก์นั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรับรู้ถึงหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 และจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4) จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ในฐานะลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2541 ธนาคาร แหลม ทอง จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาย จาฎวัจน์หรือนายจาตุวัจน์ สวัสดิ์ชัชวาล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร แหลม ทอง จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาย จาฎวัจน์หรือนายจาตุวัจน์ สวัสดิ์ชัชวาล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1924/2523ฎีกา 3803/2565ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5531/2534ฎีกา 1697/2538ฎีกา 1387/2541ฎีกา 2955/2548ฎีกา 3745/2530ฎีกา 289/2541ฎีกา 679/2532ฎีกา 3801/2565ฎีกา 7631/2552ฎีกา 2618/2524ฎีกา 3478/2528ฎีกา 2065/2544ฎีกา 3425/2545ฎีกา 1605/2537ฎีกา 445/2540ฎีกา 6244/2550ฎีกา 5326/2568ฎีกา 594/2506ฎีกา 632/2515ฎีกา 1924/2522ฎีกา 5736/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา