⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1673/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ของจำเลย มีผลเท่ากับจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ว่าไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสาหัส และเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การปฏิเสธแม้ในทางนำสืบของจำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ว่าไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสาหัส แต่คำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ของจำเลยมีผลเท่ากับจำเลยยกขึ้นต่อสู้ว่าไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสาหัสด้วยแล้ว ถือว่าจำเลยได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ จึงเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าบุคคลดังกล่าวมิได้รับอันตรายสาหัสการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่จำเลยอุทธรณ์ว่าบุคคลดังกล่าวมิได้รับอันตรายสาหัส จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่รับวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การปฏิเสธแม้ในทางนำสืบของจำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ว่าไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสาหัสแต่คำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ของจำเลยมีผลเท่ากับจำเลยยกขึ้นต่อสู้ว่า ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายสาหัสด้วยแล้ว ถือว่าจำเลยได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ จึงเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ในปัญหาที่ว่า การกระทำโดยประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บในคดีนี้ได้แก่นางสำราญ กระจ่าง ซึ่งโดยสารมาในรถคันที่นายประทีปขับและได้รับบาดเจ็บมากกว่าผู้อื่นนางสำราญเบิกความว่า พยานได้รับบาดเจ็บกระดูกเชิงกรานร้าว โหนกแก้มด้านซ้ายกระแทกกับประตูรถ พยานรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน จังหวัดชลบุรี แล้วมาทำการรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 45 วัน จึงหายจากคำเบิกความของนางสำราญดังกล่าว แสดงว่านางสำราญประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เป็นเวลาเกินกว่า 20 วัน ถือได้ว่านางสำราญได้รับอันตรายสาหัส เมื่อนางสำราญได้รับอันตรายสาหัสจำเลยก็ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2542 พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง ชลบุรี โจทก์ นาย ไพฑูรย์ ทัศ นา พันธุ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง ชลบุรี · จำเลย - นาย ไพฑูรย์ ทัศ นา พันธุ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียรไท สุนทรนันท · ชวเลิศ โสภณวัต · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7919/2553ฎีกา 367/2568ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2328/2533ฎีกา 3136/2524ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1028/2564ฎีกา 4636/2543ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541ฎีกา 6555/2538ฎีกา 15230/2555ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ