คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พยานหลักฐานที่ได้มาจากการจูงใจหรือให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีอาญาได้
ย่อคำพิพากษา
ส. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจาก ส. แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่า หาก ส. ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การที่ ส. มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 (เหตุเกิดวันที่ 3 เมษายน 2540)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ ป.อ. มาตรา ๘๓ และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๕ ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี จับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยานำส่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเงินจำนวน ๑๒๐ บาท และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อฟังจากนายสมพรพยานโจทก์สรุปได้ความว่า พยานเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจ ครั้งเกิดเหตุนี้เป็นครั้งแรก โดยในวันเกิดเหตุคดีนี้พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากพยาน แล้วเจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหากพยานไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดีแก่พยาน การที่นายสมพรอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันจำหน่ายให้จึงเกิดจากการจูงใจให้คำมั่นสัญญาของเจ้าพนักงานว่าจะไม่ดำเนินคดีในความผิดที่นายสมพรถูกจับกุมโดยมิชอบ การที่นายสมพรมาเบิกความเป็นพยานโจทก์จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว จึงรับฟังคำเบิกความของนายสมพรเป็นพยานไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544
พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี โจทก์
นายวงเดือน ประมูลทรัพย์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี · จำเลย - นายวงเดือน ประมูลทรัพย์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จำรูญ แสนภักดี · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · วสันต์ ตรีสุวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายธนัท วิรบุตร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา