⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2088/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา โดยจำเลยไม่คัดค้าน ถือเสมือนว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ - ดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร

ย่อคำพิพากษา

แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยกู้เงินจากโจทก์ ตกลงชำระเงินกู้ภายใน 25 ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 1 ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี มีระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตามโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๒๒,๑๖๒.๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทั้งสิ้นคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๑๒๙,๕๓๒.๑๒ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์จำนวน ๔๑๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินกู้ภายใน ๒๕ ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ ๓,๖๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๑ ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๓ ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จำเลยชำระเงินกู้ครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ แล้วไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ภายหลังวันผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับเป็นค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ให้เจ้าหนี้ริบหรือเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นได้ เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินข้อ ๑ มีข้อตกลงว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญาในอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ และข้อ ๓ มีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันไว้ว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดคือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ จากร้อยละ ๑๙ ต่อปี ลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี อันเป็นจำนวนที่พอสมควรจึงชอบแล้ว แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือ นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี อยู่แล้ว ตามสัญญาข้อ ๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2544 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นายประจิต เกตุวิบูลย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - นายประจิต เกตุวิบูลย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ทองหล่อ โฉมงาม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายธีระนันท์ คุณารัตน์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2571/2529ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 58/2530ฎีกา 591/2531ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1008/2548ฎีกา 4194/2536ฎีกา 2385/2523ฎีกา 2139/2565ฎีกา 3295/2533ฎีกา 5884/2541ฎีกา 6052/2537ฎีกา 233/2536ฎีกา 399/2536ฎีกา 2843/2532ฎีกา 2669/2524ฎีกา 973/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา