⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2088/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2544

ป.พ.พ. ม.379, 383

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา โดยจำเลยไม่คัดค้าน ถือเสมือนว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ - ดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร

ย่อคำพิพากษา

แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยกู้เงินจากโจทก์ ตกลงชำระเงินกู้ภายใน 25 ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 1 ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี มีระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตามโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๒๒,๑๖๒.๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทั้งสิ้นคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๑๒๙,๕๓๒.๑๒ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์จำนวน ๔๑๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินกู้ภายใน ๒๕ ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ ๓,๖๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๑ ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๓ ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จำเลยชำระเงินกู้ครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ แล้วไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ภายหลังวันผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับเป็นค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ให้เจ้าหนี้ริบหรือเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นได้ เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินข้อ ๑ มีข้อตกลงว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญาในอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ และข้อ ๓ มีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันไว้ว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดคือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ จากร้อยละ ๑๙ ต่อปี ลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี อันเป็นจำนวนที่พอสมควรจึงชอบแล้ว แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือ นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี อยู่แล้ว ตามสัญญาข้อ ๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2544 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นายประจิต เกตุวิบูลย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - นายประจิต เกตุวิบูลย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ทองหล่อ โฉมงาม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายธีระนันท์ คุณารัตน์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2571/2529ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 58/2530ฎีกา 591/2531ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1008/2548ฎีกา 4194/2536ฎีกา 2385/2523ฎีกา 13658/2557ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2139/2565ฎีกา 3295/2533ฎีกา 5884/2541ฎีกา 6052/2537ฎีกา 233/2536ฎีกา 399/2536ฎีกา 2843/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา