⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1434/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การมอบอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง ไม่จำเป็นต้องลงชื่อในเวลาเดียวกัน หากมีการลงชื่อภายหลังก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจเสียไป * การที่ผู้มอบอำนาจได้ฟ้องคดีหลังจากที่ผู้รับมอบอำนาจได้ดำเนินการบางอย่างไปก่อน ถือเป็นการให้สัตยาบันในการกระทำนั้น * นิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ไม่ต้องนำสืบในส่วนนี้

ย่อคำพิพากษา

การมอบอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง มิได้บังคับว่าผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็น จะต้องลงชื่อเมื่อใด ดังนั้น แม้ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็นจะลงลายมือชื่อภายหลังที่ได้มี การมอบอำนาจกัน ก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจเสียไป ช. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับเอาการ บอกกล่าวบังคับจำนองโดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารตามที่กฎหมายบังคับให้ปิด ตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และเป็นสิ่งที่ศาลรู้เองโจทก์ไม่ต้องนำสืบ คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุทิ้งฟ้อง เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้น มิได้สั่งจำหน่ายคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๖๘,๙๙๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๓๑,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับโจทก์จริง แต่จำเลยไม่ยอมรับว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงื่อนไขตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองขัดต่อความสงบเรียบร้อย โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินแล้วนำมาคำนวณคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองเพราะนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์ ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนอง เนื่องจากหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๖๘,๙๙๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๓๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๑ ) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลย ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๖๒ และ ๒๐๔๑๖ ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการมอบอำนาจของนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์ เป็นการมอบเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ แต่ในหนังสือมอบอำนาจได้ระบุวันมอบอำนาจเป็น วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถือว่าทำขึ้นคนละวันกัน ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ วรรคสอง บัญญัติว่า " ถ้าคู่ความหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าในการมอบอำนาจแก่กันนั้น วันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจจะต้องลงวันที่เดียวกันกับวันที่มีการมอบอำนาจกันจริง ทั้งโดยสภาพแห่งการมอบอำนาจ ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และพยานผู้รู้เห็นการมอบอำนาจก็ย่อมจะลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจในภายหลัง ที่มีการมอบอำนาจกันแล้วได้ ไม่ถือเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนฎีกาว่านายชัยวัฒน์ มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์เพิ่งทำหนังสือหรือมอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ข้อนี้เห็นว่า แม้นายชัยวัฒน์ จะมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญากู้เงินรับฟังพยานเอกสารมิได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ นำสืบว่าได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ตามกฎหมาย เห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง โจทก์ไม่ต้องนำสืบศาลก็รับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยไว้ แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องแล้ว ข้อนี้เห็นว่าแม้จะปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นรับคำฟ้อง หมายเรียกส่งสำเนาให้จำเลยโดยให้โจทก์นำส่งภายใน ๗ วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ต่อมาศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลย และได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นเวลาเกิน ๑๐ วัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ ผู้ส่งหมายรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่าส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้ จำหน่ายคดีนี้เสีย ซึ่งอาจเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งหมายเรียกให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่แรกได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำหน่ายคดี อันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประเสริฐ เขียนนิลศิริ - สุเมธ ตังคจิวางกูร - ชวลิต ยอดเณร) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2545 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นายชัย วงศ์คำจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - นายชัย วงศ์คำจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6025/2538ฎีกา 6938/2539ฎีกา 3616/2558ฎีกา 5640/2540ฎีกา 1572/2511ฎีกา 8366/2557ฎีกา 2026/2494ฎีกา 2135/2518ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 991/2548ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1170/2505ฎีกา 70/2518ฎีกา 581/2502ฎีกา 1130/2544ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา