คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2546
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์ผู้กล่าวอ้างสิทธิในมูลหนี้ตามสัญญานั้น ย่อมไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมโดยโจทก์กรอกข้อความภายหลังโจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 110,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 192,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 110,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท เท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารปลอมเนื่องจากจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่อของจำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายศรีเมือง ปรึกทอง และนายถวิล แก่นทองเบิกความเป็นพยานว่า นายศรีเมืองเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยจึงลงลายมือชื่อ นายถวิลลงลายมือชื่อเป็นพยานนายศรีเมืองลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้เขียน โดยโจทก์ นายศรีเมืองและนายถวิลใช้ปากกาด้ามเดียวกัน ส่วนจำเลยใช้ปากกาอีกด้ามหนึ่ง เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว เห็นว่า ในส่วนของลายมือชื่อของนายถวิลสีหมึกจะเข้มและเส้นจะเล็กกว่าส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของโจทก์กับนายศรีเมืองส่วนลายมือชื่อของโจทก์สีหมึกจะจางและเส้นจะเล็กกว่า ส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของนายศรีเมือง แสดงว่าทั้งสามคนใช้ปากกาคนละด้ามกัน ขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์ หากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ทำเสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวก็ไม่น่าจะต้องใช้ปากกาหลายด้ามเช่นนั้น สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อนั้นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่ได้กรอกข้อความ พยานหลักฐานของโจทก์จำเลยดังกล่าวฟังได้ว่า ข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 นั้น โจทก์มากรอกภายหลัง โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2546
นาย ลี บัวสมศรี โจทก์
นาง ปวน พนาวัน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย ลี บัวสมศรี · จำเลย - นาง ปวน พนาวัน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธาดา กษิตินนท์ · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · หัสดี ไกรทองสุก |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ