⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3696/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3696/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ จะทำได้ต่อเมื่อศาลได้ไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนเท่านั้น.

ย่อคำพิพากษา

การที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้แต่เมื่อคดีปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน จึงไม่มีการสืบพยานจำเลยทั้งสองในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเลย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ กรณีจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยทั้งสองเสียค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวมาจึงต้องคืนแก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.149 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.156

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,201,125.40 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 772,046.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ในเงินดังกล่าวจำนวน 1,389,620.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 530,777.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระหนี้จนครบจำนวนตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดดังกล่าว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 วันนัดไต่สวน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยทั้งสองไม่มีพยานมาไต่สวนเพื่อให้ฟังได้ตามคำร้อง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีฐานะยากจนไม่อนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ยังมิได้มีการไต่สวนพยานในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ได้หรือไม่เห็นว่า การที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้แต่คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน จึงไม่มีการสืบพยานจำเลยทั้งสองในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเลย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในการดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลซึ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย" พิพากษายืน หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยทั้งสองเสียมานับตั้งแต่ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3696/2546 ธนาคาร กรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน โจทก์ โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โจทก์ ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาย นิโรจน์ เกียรติโอภาส โดยนาง บังเอิญ สมรูป จำเลย หรือ เกียรติโอภาส ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน · โจทก์ - โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด · โจทก์ - ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นาย นิโรจน์ เกียรติโอภาส โดยนาง บังเอิญ สมรูป · จำเลย - หรือ เกียรติโอภาส ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · ชวลิต ยอดเณร · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 256/2507ฎีกา 802/2491ฎีกา 1913/2520ฎีกา 4024/2536ฎีกา 795/2510ฎีกา 2646/2527ฎีกา 2198/2522ฎีกา 1383/2506ฎีกา 3221/2534ฎีกา 3470/2526ฎีกา 866/2518ฎีกา 3403/2524ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 1330/2518ฎีกา 1040/2527ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5415/2543ฎีกา 9200/2547ฎีกา 8277/2551ฎีกา 292/2502ฎีกา 4910/2533ฎีกา 1094/2495ฎีกา 10842/2558ฎีกา 495/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ